การสอบคดีฮั้วสว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันชก กรรมการฯเรียก สว.สอบเรื่อยๆ สว.ก็เอาคืนว่า “ดีเอสไอไม่มีสิทธิ์สอบข้อกล่าวหานี้ เพราะเท่ากับเป็นการที่ฝ่ายบริหารแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ” จนนำไปสู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้พักงานพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม
สว.ที่ถูกเรียกสอบอยู่ในกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” คือมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย สว.เหล่านี้ต่างก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่พรรคภูมิใจไทยก็เกิดระเบิดลง เมื่อคณะกรรมการฯ เรียกคนของพรรคภูมิใจไทยไปให้ข้อมูลด้วย ทั้งรัฐมนตรี อดีตรองประธานสภาฯ อดีตผู้สมัคร สส. พร้อมข่าวลือเส้นทางการเงินพาดพิง “เลขาฯนก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จึงเข้าทางนักร้อง นายณฐพร โตประยูร ไปยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย
นายณฐพร ยื่นหน่วยงานต่างๆ ทั้งกกต. อัยการสูงสุด (หากอัยการไม่รับคำร้องใน 15 วัน ผู้ร้องก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเองได้) ร้องยุบพรรคตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (1) มีการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย และมาตรา 92 (2) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งถ้าผลสอบ สว.ไม่เป็นคุณ มีโอกาสกระทบภูมิใจไทย
ที่กระทบ เพราะนายณฐพรอ้างพยานหลักฐานจากดีเอสไอและกกต.จากคดีฮั้ว สว. ประกอบด้วย ธุรกรรมการเงินของ บุคคลในขบวนการ 12,000 คน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 20,000 หมายเลข พยานนำชี้จุดเกิด เหตุ เช่น จุดที่พบโพยลงคะแนน จุดพูดคุยหารือ จุดที่กลุ่มผู้ใส่เสื้อสีเดียวกันรวมกลุ่มกัน เอไอวิเคราะห์การฮั้วที่ดีเอสไอไปจำลองที่เมืองทองธานี คำร้องระบุว่าหลักฐานที่ได้มา จนนำไปสู่การตั้งข้อหากับ สว. 55 คน แสดงให้เห็นว่า “ผู้ใหญ่ระดับสูงในพรรคภูมิใจไทย ระดับผู้นำความคิด ผู้นำการเคลื่อนไหว ร่วมกันเสนอแผน คิดสูตรฮั้ว สว.”
ๆร้องกันขนาดนี้ไม่ใช่แค่ยุบพรรค แต่จะยื่นตะรางให้ผู้ถูกอ้างถึงในคำร้องด้วย คนพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม เดินเกมแรก ตั้งข้อสังเกตกับการกระทำของดีเอสไอ ว่าให้ข้อมูลกับนักร้องหรือไม่ อย่างไร เช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ ไปจนถึงหรือเป็นขบวนการบั่นทอนพรรค ต่อด้วยการดิสเครดิตผู้ร้อง ว่า “เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่”
และอยู่ๆ ก็มีเอกสารคดีความมา “บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้หนังสือจาก นายไวยกาญจน์ จามิกรณ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 จำนวน 2 ฉบับ ถึงอธิบดีดีเอสไอ เพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี ฟอกเงินการขายที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน 477 ล้านบาท นายณฐพร โตประยูร เป็น 1ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย ขอให้ติดตามมาฟ้อง เพราะคดีจะหมดอายุความ 15 มิ.ย.นี้
“คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สายตรง รมว.ยุติธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลดีเอสไอจะนิ่งเฉยไม่ได้ แต่เห็นได้ว่าพ.ต.อ.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ และพนักงานสอบสวนคดีนี้ เพิกเฉยตามตัวนายณฐพร”
พรรคเดือดจริง เพราะ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชวนนักข่าวมาคุยเอง ถามว่า “นายณฐพรเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และหากดีเอสไอไม่ดำเนินการ ก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้ากำลังไม่พอ ก็อยากให้ร้องขอกรมการปกครอง ส่งเจ้าพนักงานมาช่วยติดตามตัวนายณฐพรได้” และยังให้สัมภาษณ์ในวันต่อมาด้วยว่านายณฐพร มีคดีตั้งแต่ใช้ชื่อเก่า กรมการปกครองไปตรวจสอบประวัติอาชญากรก็มีหลายคดี
การสอบปากคำคนภูมิใจไทย อาทิ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ บอกนักข่าวไปในทางเดียวกันว่า กรรมการสอบไม่ได้บรรยายพฤติกรรม จนไม่รู้ว่าโดนอะไร ..เหมือนเป็นการบอกอ้อมๆ ว่า “การเรียกสอบคนของพรรคน่าจะเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าความผิด”
เรื่องที่น่าสนใจคือถ้าที่สุดแล้ว “เสี่ยหนู” รู้ว่า ลึกๆแล้ว ขบวนการทำลายพรรคมาจาก “ฝ่ายการเมืองใกล้ๆยืมมือฆ่า” คงโกรธหูดับกว่านี้ ถ้าคิดทุบ “ภูมิใจไทย” คือต้องพังทั้งรัฐบาลหรือไม่ ?



