เมื่อวันที่ 29 พ.ค. โตเกียว – สื่อญี่ปุ่นเปิดเผยเรื่องราวสุดทึ่งของ ทานิ ทาคุมะ (Tani Takuma) นักดนตรีและศิลปินชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยมีความกังวลเรื่องรูปร่างผอมบางและตัวเล็ก แต่กลับพลิกผันสู่การเป็นนางแบบชุดโลลิต้าหญิง และสร้างชื่อเสียงในวงการแฟชั่น โดยเขาเผยว่าจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นตัวแทนฉุกเฉินในกองถ่าย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านทั้งการต่อสู้กับความคิดตัวเอง การถูกเข้าใจผิด และแม้กระทั่งการถูกคุกคาม

รายงานจากสื่อญี่ปุ่นระบุว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของทานิ ทาคุมะ เกิดขึ้นเมื่อนางแบบหญิงตัวจริงไม่สามารถมาทำงานได้ ทำให้ทีมงานต้องขอให้เขาซึ่งมีรูปร่างผอมบาง มาสวมชุดโลลิต้าเพื่อถ่ายแบบแทน แม้ในใจจะรู้สึกต่อต้านและกังวลว่าจะถูกคนอื่นเข้าใจผิด เขาก็ยังคงทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ และผลลัพธ์ที่ออกมากลับได้รับคำชื่นชมอย่างคาดไม่ถึง หลังจากนั้น งานนางแบบเสื้อผ้าผู้หญิงก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อโอกาสในการถ่ายแบบเพิ่มขึ้น ทานิ ทาคุมะก็เริ่มคุ้นเคยกับการแต่งกายเป็นผู้หญิงมากขึ้น และเริ่มทดลองสวมชุดผู้หญิงในการแสดงคอนเสิร์ตด้วย เขาตระหนักว่ารูปร่างที่เคยเป็นปมด้อย ทั้งความเตี้ยและผอมบาง กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในโลกของการแต่งกายเป็นผู้หญิง สิ่งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการแสดงออกของเขา แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเพลง ทั้งการเลือกใช้คำในเนื้อเพลงและสไตล์การร้องเพลงก็เปลี่ยนไป

ทานิ ทาคุมะยอมรับว่า ในช่วงแรกที่เขาเริ่มแต่งกายเป็นผู้หญิงในชีวิตประจำวัน เพื่อนบางคนก็แสดงความไม่พอใจและความสับสน แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่กี่วันก็เลิกพูดถึงเรื่องนี้ไปเอง สำหรับคุณแม่ของเขานั้น ท่านเป็นคนเปิดกว้างและเคารพในเสรีภาพส่วนบุคคลอยู่แล้ว จึงสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ และบางครั้งยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแต่งกายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแต่งกายเป็นผู้หญิงก็สร้างความลำบากใจในบางสถานการณ์ เช่น การถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงเมื่อเข้าใช้บริการออนเซ็น (บ่อน้ำร้อน) จนถูกนักท่องเที่ยวคนอื่นร้องเรียน ทำให้ทางโรงแรมต้องจัดเวลาส่วนตัวให้เขาได้อาบน้ำเพียงลำพัง นอกจากนี้ การใช้ห้องน้ำสาธารณะก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เขาจึงมักจะเลือกใช้ห้องน้ำสำหรับผู้พิการหรือห้องน้ำอเนกประสงค์แทน และที่น่าตกใจคือ เขาเคยถูกคุกคามทางเพศบนรถไฟอีกด้วย

ทานิ ทาคุมะเล่าว่า ในอดีตเขาเคยใฝ่ฝันอยากมี “ความเป็นชายชาตรี” แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ ทำให้เขารู้สึกด้อยค่ามาเป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งได้เริ่มแต่งกายเป็นผู้หญิง เขาจึงเข้าใจว่า “ข้อบกพร่อง” ก็สามารถกลายเป็นจุดแข็งได้ เขาเน้นย้ำว่า การที่เขาสามารถดำเนินชีวิตในเส้นทางนี้ต่อไปได้ เป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

เขายังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า หากในอนาคตลูกสาวของเขาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแต่งกายเป็นผู้หญิงของเขา เขาก็พร้อมที่จะยุติการแต่งกายแบบนี้ทันที “หากไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว ก็ไม่มีความหมายที่จะทำต่อไป” เขากล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัวเป็นสำคัญ

ที่มา https://www.mirrormedia.mg/