สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลปักกิ่งแสดงความวิตกกังวล “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” กับสหรัฐ เกี่ยวกับการที่อีกฝ่ายละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกในด้านเซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของจีนยืนยัน ว่ายังคงมีการหารือกับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลง “สงบศึกทางการค้า” ซึ่งเป็นการที่สหรัฐระงับใช้กำแพงภาษี 145% กับจีน และจีนระงับใช้กำแพงภาษี 125% กับสหรัฐ เป็นเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ตามการตกลงร่วมกัน ในการเจรจาที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์
ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศลดอัตราภาษีลงเท่ากัน 115% โดยที่สหรัฐเรียกเก็บกับจีนจะเหลือ 30% และที่จีนเรียกเก็บกับสหรัฐจะเหลือ 10%
????President Trump: China violated their agreement with us.
— Benny Johnson (@bennyjohnson) May 30, 2025
“So much for being Mr. Nice Guy!” pic.twitter.com/Ln6cXYNpP0
ด้วยเหตุนี้ จีนขอเรียกร้องให้สหรัฐยุติการกระทำที่ผิดพลาด ยกเลิกการเลือกปฏิบัติอย่างเจาะจงต่อจีน และยึดมั่นตามข้อตกลงที่บรรลุร่วมกัน จากการหารือที่สวิตเซอร์แลนด์
ท่าทีดังกล่าวของจีนเกิดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า จีนเป็นฝ่าย “ละเมิดข้อตกลงกับสหรัฐ” ในการสงบศึกทางการค้า ซึ่งนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ หารือกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และประธานคณะกรรมการกิจการการเงินและเศรษฐกิจกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจาการค้ากับจีนว่า “ไปไม่ถึงไหนและซับซ้อนนิดหน่อย” และโดยส่วนตัวเขามองว่า “ณ จุดหนึ่ง” ควรมีการสนทนาโดยตรงทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน
นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าร่วมกัน สหรัฐหันไปให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง “ยังคงใช้นโยบายชะลอและสกัดกั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญ อาทิ แร่ธาตุหายาก”.
เครดิตภาพ : AFP



