เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ระบุข้อความว่า เวลาเราพูดถึงโรค “ไขมันพอกตับ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงผู้ใหญ่ ตัวใหญ่ ๆ กินเก่ง ดื่มหนัก ใช้ชีวิตไม่ค่อยดูแลตัวเอง

แต่จริง ๆ แล้วอยากให้ทุกคนคิดใหม่นะ โรคนี้ไม่ได้เป็นกันแค่ผู้ใหญ่นะ เด็กก็เป็นได้เหมือนกัน และที่น่าตกใจก็คือ เด็กที่เป็นกันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว “ไขมันพอกตับ” คืออะไร ทำไมเด็กถึงเป็นได้ แล้วเราจะช่วยกันป้องกันหรือแก้ไขยังไงดี อ่านให้จบนะ จะได้ระวังตัวถูก

1. ไขมันพอกตับคืออะไร?

อย่างที่เคยบอกไปนะครับ ตับมันเป็นเหมือนศูนย์กลางการจัดการของร่างกาย ทำหน้าที่ทั้งเผาผลาญพลังงาน กรองสารพิษ เก็บวิตามิน ฯลฯ แต่ถ้าเรากินเยอะเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลหรือไขมันที่ไม่ดี ร่างกายจะเก็บส่วนเกินพวกนี้ไว้เป็นไขมัน และบางทีก็เอาไปเก็บไว้ในตับด้วย

ปกติตับไม่ควรมีไขมันเยอะเกิน 5% แต่ถ้าเกินกว่านั้น มันจะเริ่มสะสมจนเกิดเป็นภาวะ “ไขมันพอกตับ” หรือ Non-Alcoholic Fatty Liver Disease (NAFLD) ความอันตรายคือ ถ้าเราปล่อยไว้ ตับเริ่มอักเสบจากไขมัน (เรียกว่า NASH) ซึ่งถ้าทิ้งไว้นาน ๆ อาจกลายเป็นพังผืด ตับแข็ง หรือร้ายสุดคือลามไปถึงมะเร็งตับได้เลย

2. เด็ก ๆ ทำไมถึงเป็นได้?

อันนี้เป็นคำถามที่เจอบ่อยเลย หมอคะ เด็กก็ยังไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แล้วไขมันจะไปพอกตับเขาได้ยังไง? คำตอบง่าย ๆ คือ ไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคนี้มันเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว เด็กสมัยนี้โตมากับอาหารสำเร็จรูป ของหวาน น้ำอัดลม มือถือ เกม และการนั่งอยู่กับที่มากกว่าการขยับตัว

สาเหตุที่ทำให้เด็กมีไขมันพอกตับได้

•น้ำหนักเกินหรืออ้วน ยิ่งอ้วน ไขมันในร่างกายยิ่งเยอะ ตับก็ยิ่งมีโอกาสโดนไปด้วย

•กินหวานบ่อย น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ขนมซอง ขนมปังขาวพวกนี้ ตัวดีเลย

•ไม่ชอบออกกำลังกาย เด็กที่ไม่ค่อยขยับตัว ร่างกายจะเผาผลาญไม่ทัน สิ่งที่กินเข้าไปก็กลายเป็นไขมันสะสม

•นอนดึก นอนไม่พอ อาจฟังดูแปลก แต่นอนน้อยก็มีผลกับการเผาผลาญและฮอร์โมนที่เกี่ยวกับน้ำหนักนะ

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าเด็กกินเยอะ ขยับตัวน้อย แล้วร่างกายเริ่มสะสมไขมันมาก ๆ ไขมันก็จะสะสมที่ตับได้เหมือนผู้ใหญ่เลย

3. แล้วถ้าเป็นจะรู้ตัวไหม

บอกเลยว่า ส่วนใหญ่เด็กที่เป็นจะไม่รู้ตัวเลย เพราะมันไม่ค่อยมีอาการชัด ๆ ให้สังเกตเหมือนโรคอื่น สิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่คนไม่ค่อยทันสังเกต

•เด็กอาจบ่นเพลีย เหนื่อยง่าย

•เจ็บ ๆ หน่วง ๆ แถว ๆ ชายโครงขวา (เพราะตับอยู่ตรงนั้น)

•อาจมีท้องอืดบ่อย

•หรือไม่ก็ไม่มีอาการอะไรเลย! รู้ตัวอีกทีก็ตอนตรวจสุขภาพ

การตรวจก็เหมือนผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะรู้จากการเจาะเลือดดู “เอนไซม์ตับ” เช่น ALT, AST ถ้าค่าสูงผิดปกติ หมอก็อาจขอตรวจอัลตราซาวด์ตับเพื่อดูว่ามีไขมันเกาะตับหรือเปล่า บางครั้งถ้าอยากรู้แน่ชัด ต้องใช้ MRI หรือทำ fiboscan

4. ถ้าเจอแล้วต้องทำยังไง?

ถ้าตรวจเจอ สิ่งแรกที่ต้องทำคือใจเย็น ๆ นะ ถ้าเจอเร็ว แล้วปรับพฤติกรรมทัน มันกลับมาเป็นปกติได้ สิ่งที่หมอแนะนำจะเน้น 3 อย่างหลัก ๆ ปรับการกินลดของหวาน น้ำตาล น้ำอัดลม

•กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว

•เพิ่มผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง

•ลดอาหารทอดหรือแปรรูป เช่น ไส้กรอก นักเก็ต

ขยับตัวทุกวัน

•ชวนลูกไปวิ่ง ปั่นจักรยาน เตะบอล

•เด็กควรได้ขยับวันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

•ถ้าไม่ถนัดกีฬา เล่นนอกบ้าน เดินในหมู่บ้านก็ยังดีกว่านั่งดูจอทั้งวัน

ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป

•ไม่ต้องลดฮวบ ๆ แค่เริ่มปรับการกินกับขยับตัว น้ำหนักจะลดเองแบบปลอดภัย

•น้ำหนักลดแค่ 5-10% ก็ช่วยให้ค่าตับดีขึ้นได้เยอะเลย

ยารักษาเฉพาะทางยังไม่มี ที่ใช้ได้แน่นอนในเด็กนะครับ เลยต้องพึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหลัก

5. ป้องกันยังไงดี?

พ่อแม่คือสิ่งสำคัญเลยนะป้องกันโรคนี้เลยนะ เพราะเด็กยังควบคุมตัวเองไม่ได้เท่าผู้ใหญ่ เราเลยต้องช่วยตั้งต้นให้เขามีพฤติกรรมดี ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก

วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันไขมันพอกตับในเด็ก

•บ้านทำอาหารเองบ่อยขึ้น

•มีผักในมื้ออาหาร ต่อให้ลูกไม่ชอบ ต้องค่อย ๆ ฝึกกันไป

•ไม่ติดจอมากเกินไป จำกัดเวลาเล่นมือถือหรือแท็บเล็ต

•เล่นนอกบ้าน เดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นกับเพื่อน

•ไม่ใช้น้ำหวานแทนน้ำเปล่า

•พาไปตรวจสุขภาพปีละครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีประวัติโรคในครอบครัว

ไขมันพอกตับอาจฟังดูเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่ความจริงแล้วมันเริ่มเงียบ ๆ ตั้งแต่เด็ก ถ้าเรามองข้าม เด็กอาจจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาตับเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราเข้าใจเร็ว แค่กลับไปใช้ชีวิตแบบสมดุล กินให้ดี ขยับให้พอ นอนให้พอ ตับก็กลับมาเป็นปกติได้นะครับ ฝากพ่อแม่ด้วยนะ อย่าลืมดูแลลูก ๆ ที่บ้านด้วยนะครับ ใครมีคำถามคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะ