สำหรับกระแสปรับ ครม. มีข่าวว่า จะพิจารณาจริงจังหลังวันที่ 13 มิ.ย. หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งคดี “อดีตนายกฯ แม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ป่วยนอน รพ.ตำรวจ ชั้น 14 แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวรวมถึงโยนหินถามทางมาเรื่อยๆ “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ยืนยันว่า “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ยังไม่ส่งสัญญาณใดๆ เรื่องจะให้พรรคเพื่อไทยดูกระทรวงมหาดไทย ก็อยู่ที่นายกฯ จะพิจารณา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกระแสข่าวนายกฯ จะปรับ ครม. โดยนายประเสริฐ จะได้ไปนั่งเป็น รมว.มหาดไทย ว่า นายกฯ ยังไม่ได้แจ้ง สถานการณ์ตอนนี้ยังปกติ สำหรับตนนั่งตรงไหนก็ทำงานได้ ที่ว่าพรรคเพื่อไทยอยากได้เก้าอี้ รมว.มหาดไทย ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่กำลังสั่นคลอน ทั้งจากประเด็น “หัวหน้าตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคโดนคดีแปะสติกเกอร์บนของแจกน้ำท่วม ต้องไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. วันที่ 4 มิ.ย. และกรณี “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค รทสช.แบะท่าจะย้ายพรรค แต่จะเอาเพื่อน สส. รทสช.ไปด้วย เรื่องนี้ เสี่ยเฮ้งให้สัมภาษณ์ว่า จากที่ปรากฏภาพรับประทานอาหารกับกลุ่ม สส. รทสช. ที่โรงแรมคอนราด ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับ “รมต.ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรค เราต้องให้เกียรติ เราอาศัยบ้านเขาอยู่ต้องให้ความเคารพ

“ส่วนระเบียบและข้อบังคับพรรคใหม่ที่ออกมา ก็ว่าไปตามนั้น ผมไม่ได้ซีเรียส สื่อมวลชนถามว่าเจอกันกินข้าวกัน คุยอะไรกัน ผมก็ต้องพูดตรงๆ จะโกหกได้อย่างไร หากบอกว่าไม่ได้คุยอะไรแล้วสื่อมวลชนจะเชื่อหรือไม่ ความจริงเรากินข้าวกันมา 5-6 เดือนแล้ว คุยกันมานาน ต้องยอมรับว่าพรรคก็ดีสำหรับคนบางกลุ่ม แต่สำหรับผม บริบทอาจไม่เหมาะสม ต้องขอโทษด้วยหากทำให้ใครไม่สบายใจ แต่เราก็ต้องมองทิศทางตัวเราว่าจะทำอย่างไร”

เสี่ยเฮ้ง ยืนยันว่ายังไม่ได้ดีลกับพรรคโอกาสใหม่ จะไปคุยอะไรกับใคร เราต้องมีมารยาทพอ เรื่องข้อบังคับพรรคที่มีการแก้ไขก็น้อมรับทุกอย่าง มีข้อบังคับใหม่ (กรรมการบริหารพรรคจะขับสมาชิกพรรคออกได้หากพบว่าฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่น) แล้ว จะทำอะไรกับตนก็ทําเลย ไม่ได้ซีเรียส แต่ถ้าตนลาออก ประชาชนจะมองยังไง จะมีชื่อตนอยู่ในโผ ครม.หรือไม่ ก็แล้วแต่นายกฯ

เมื่อถามต่อว่า แบบนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า ใจไม่อยู่กับพรรคเดิมแล้ว นายสุชาติ กล่าวว่า “ต้องขอบคุณ ผมมาอาศัยเขาอยู่ 2 ปีกว่า แต่ต้องยอมรับว่าเราต้องมองไปข้างหน้า ไม่ได้จากกันด้วยการทะเลาะกัน แต่จากกันด้วยดี ขอให้ทุกคนสบายใจว่า หากเกิดอะไรขึ้นตนรับผิดชอบคนเดียว”

ภายหลังปรากฏภาพการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของ สส. รทสช.บางส่วน นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น ในขณะที่มีกระแสข่าวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชาติอาจจะไปร่วมงานกับพรรคโอกาสใหม่ ล่าสุดมีภาพปรากฏร่วมดื่มกาแฟกับบรรดา สส.ของพรรค รทสช.อีกครั้ง เมื่อช่วงกลางวันของวันที่ 2 มิ.ย. อาทิ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 ชุมพร, นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.เขต 2 ชุมพร, นายสุพล จุลใส สส.เขต 3 ชุมพร และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.เขต 10 นครศรีธรรมราช เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมวงในครั้งแรก ซึ่งทั้งหมดเป็น สส.ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด โดยเฉพาะ จ.ชุมพร ที่มาทั้งหมด 3 เขต ซึ่งภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรค รทสช.ด้วย

พรรคโอกาสใหม่ ที่มีข่าวว่าเสี่ยเฮ้งจะไปอยู่ เป็นพรรคที่เกิดจากการรวมตัวของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) รอง ผวจ.หลายคน อาทิ 1.นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ หัวหน้าพรรค อดีต ผวจ.ลพบุรี 2.นายศิระ โค้วตระกูล รองหัวหน้าพรรค เจ้าของกิจการธุรกิจ ชุดสูทสากลและผ้าไทย 3.นายวีระชัย นาคมาศ รองหัวหน้าพรรค อดีต ผวจ.พระนครศรีอยุธยา และอดีต ผวจ.มุกดาหาร 4.นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขาธิการพรรค อดีต ผวจ.นครราชสีมา และอดีต ผวจ.บุรีรัมย์

การที่มีอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยมารวมตัวกัน ทำให้มีข่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคคือ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ หรือปลัดฉิ่ง อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และยังมีข่าวด้วยว่า มีนายทุนที่สนับสนุนพรรคการเมืองในขั้วรัฐบาลขณะนี้ ช่วยเหลืออยู่อีกทาง แนวโน้มของพรรคโอกาสใหม่ดูเหมือนต้องการดึง สส. รทสช.มาร่วมพรรค และจับมือกับพรรคขั้วรัฐบาลปัจจุบัน ยกเว้นพรรคภูมิใจไทย รทสช. สู้ศึกเลือกตั้ง

รมต.ขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรค รทสช. ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความแตกแยกภายในพรรคว่า ก็ต้องไปคุยกัน ไม่เป็นไร ตนเองกับ สส.ส่วนใหญ่ก็คุยกันตลอดเวลา คิดว่าปัญหาทุกอย่างคุยกันได้ ยืนยันว่า พรรค รทสช.ยังอยู่ด้วยกัน ที่ปรากฏภาพ สส.ร่วมรับประทานอาหารกับนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.ได้มาบอกว่า แค่ไปทานข้าวกันเฉยๆ หรืออย่างก่อนหน้านี้มีการปล่อยข่าวว่าจะมีคนย้ายออกจากพรรค หลายคนก็ออกมาปฏิเสธแล้ว คิดว่าเป็นความเข้าใจผิด เรื่องนี้ทุกพรรคการเมืองถือว่าเป็นเรื่องปกติ อาจมีสิ่งที่คาใจ หรือมีปัญหากันบ้าง แต่เราก็เปิดรับฟังอยู่

ด้าน “สส.เนม” สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดซื้ออาคาร SKYY9 วงเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการในช่วงที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ว่า มีประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบเพิ่มเติมในหลายจุด เช่น กระบวนการอนุมัติที่ดำเนินการในช่วงเวลาค่อนข้างเร่งด่วน ราคาที่จัดซื้อซึ่งอาจสูงเกินกว่าราคาตลาดในพื้นที่ใกล้เคียง การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะซึ่งอาจยังไม่เพียงพอ และข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอขายที่ควรมีการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ เมื่อตรวจสอบเรื่องนี้ นายสุชาติได้ยื่นฟ้องตนและ “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรค ปชน. ข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ยืนยันว่า การตั้งคำถามและการตรวจสอบกระบวนการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐรวมถึงทรัพย์สินของประชาชน เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของผู้แทนราษฎร

“การดำเนินการครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเพื่อพุ่งเป้าทำลายใครเป็นการส่วนตัว ผมจะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการในทุกขั้นตอน โดยให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้รับการพิจารณาจากองค์กรอิสระ และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง” นายสหัสวัต กล่าว

ในช่วงเย็นวันที่ 3 มิ.ย. มีความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความ “ถึงเวลาปรับเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อการเมือง  ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ปัญหาเศรษฐกิจภายใน เช่น หนี้ครัวเรือนที่สูง และแรงกดดันจากภาษีต่างประเทศ ความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านที่กระทบต่อความมั่นคง  ภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดในชุมชน ในสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนต้องการรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยได้เสนอให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ เพื่อให้บุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมเข้ามารับผิดชอบในแต่ละกระทรวง โดยยึดหลักความสามารถและความเหมาะสมเป็นสำคัญ ผมขอสนับสนุนแนวทางนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านวิกฤติต่างๆ และเดินหน้าสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน”

เหมือนเป็นการส่งสัญญาณ กล้าสลับกระทรวงหรือไม่ 

ทีมข่าวการเมือง