มาตามนัด จัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก หลัง “สมาชิกวุฒิสภา (สว.)” นำโดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์  สว. พร้อมด้วยคณะ สว.จำนวน 89 คน แถลงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ออกมาให้ร้ายกระทบ สว. โดยนายพิสิษฐ์ นำอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่นายณัฐพงษ์ ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ (รธน.) 60 พาดพิงองค์กรวุฒิสภา ว่า ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน ข้อความของนายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริง ต้องการยุยงปลุกปั่น และบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่า สว.ทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตาม รธน.และกฎหมาย

นายพิสิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า วุฒิสภาก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและมีอิสระ ไม่เคยมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลหรือบิดเบือนใดๆ ในทางตรงกันข้าม นายณัฐพงษ์พยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มาและการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. โดยไม่มีพยาน หลักฐาน ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงต้องถือว่านายณัฐพงษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกติกากระบวนการเลือก สว. และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ตามบทบัญญัติ รธน.และกฎหมาย เพราะนายณัฐพงษ์ตัดสินแทนศาลไม่ได้ นอกจากจะให้ร้ายองค์กรวุฒิสภาแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเชื่อมโยง จงใจกระทำการบิดเบือน ให้ร้าย และทำลายองค์กรวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรเสาหลักของ รธน. โดยปราศจาก พยานหลักฐาน อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายณัฐพงษ์ มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่

“ขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ อธิบายให้ชัดเจนว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวถึงหมายถึงระบอบใด และสีน้ำเงินหมายถึงสถาบันใด หรือใคร หากนายณัฐพงษ์ มีเจตนาที่จะทำการเมืองอย่างสุจริต ต้องทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใด บุคคลใดต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สำนวนโวหาร ที่ต้องมีการตีความ แปลความ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่วุฒิสภา องค์กรอิสระ และ ศาล รธน. นอกเหนือจากการอยู่ภายใต้ รธน.และกฎหมายทุกฉบับแล้ว  สว.ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นบทบัญญัติตาม รธน.” นายพิสิษฐ์ กล่าวในแถลงการณ์และว่า วุฒิสภา ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน และไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือน  สว.ขอประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ แถลง ขอโทษต่อวุฒิสภา

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า หากนายณัฐพงษ์ ไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน  สว.จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย และอื่นๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภา โดยดําเนินการตามกรอบ รธน.เป็นหลัก อย่างกฎหมายที่มีทั้งหมิ่นประมาท เมื่อถามว่าตีความระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สีน้ำเงิน คือสีบนธงไตรรงค์ หรือธงชาติ เพราะฉะนั้น สว. มาเพื่อปกป้อง และทําภายใต้กรอบ รธน. เรามีหน้าที่ดํารงไว้ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์ เมื่อถามถึง กรณีที่นายณัฐพงษ์ ระบุการเปิดประตูบานแรก ต้องยุติระบอบสีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ กล่าวขอย้อนถามไปยังนายณัฐพงษ์เช่นเดียวกันว่า มีเจตนาอยากแก้ไขจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไข รธน. มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งนายณัฐพงษ์ โจมตี สว. มาโดยตลอด แต่ สว. จะคิดอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่การมาโจมตีเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งไม่ควรใส่ร้ายป้ายสี สว.เช่นนี้ ส่วนการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.นี้พบว่ามีฉบับของพรรค ภท. ส่วนตัวขอยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือคงเสียง สว. 1 ใน 3 นอกจากนั้นแล้วต้องไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 รวมถึงทุกมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณี สว. แถลงเรียกร้องให้ขอโทษกรณีที่โพสต์ข้อความระบุว่า สว.ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ว่า เราต้องการให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด การที่โพสต์ข้อความไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเดียวกับที่สังคมสงสัยว่าตกลงที่มาของรัฐสภา ที่หลายคนมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า เข้ามาแล้วมีกระบวนการจัดตั้งเข้ามาเป็น สว.หรือไม่ ดังนั้นยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ ที่จะทำให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และขอเรียกร้องไปยัง สว.ทุกคน หากคิดว่าระบบการคัดเลือก สว.ในปัจจุบัน มีปัญหาตรงไหนก็ไปแก้ที่ รธน. ยืนยันไม่ได้บ่อนทำลาย สว.

เมื่อถามว่า ระบอบสีน้ำเงินเกิดขึ้นเพราะพรรค ปชน.ทำเอ็มโอเอสนับสนุน นายณัฐพงษ์ ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางการเมืองของพรรค ปชน. มองว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรค ภท. ดังนั้นพรรค ภท.อาจจะเป็นด่านหน้า เป็นตัวแทน เป็น Agent คนหนึ่ง ที่อยู่ ขอให้ทุกคนช่วยวิเคราะห์และคิดตามดีกว่า ว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง ซึ่งได้ตั้งคำถามไปยัง สว.บางส่วน และที่มาขององค์กรอิสระบางส่วน อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่งหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นภาพตรงกัน เราก็จะรู้ว่าทางออกของประเทศ ที่ควรจะแก้ไขอยู่ตรงไหน การได้ร่าง รธน.ที่ดีและยึดโยงกับประชาชน คือทางออก

ท่าทีของ “นายณัฐพงษ์” ดูเหมือนไม่สนองตอบข้อเรียกร้องของ สว. คงต้องรอดูในที่สุด จะต้องไปถึงขั้นฟ้องร้องทางกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือการทำงานร่วมกันของพรรค ปชน.กับ สว. เสียงข้างมาก คงมีปัญหาแน่ๆ ซึ่งรวมถึงร่างแก้ไข รธน.ฉบับพรรค ปชน. ที่มีแนวโน้มว่า จะไม่ผ่านความเห็นชอบในวาระแรกแน่ๆ

เปิดรายละเอียดมาแล้ว ในส่วนร่างการแก้ไข รธน.ของพรรคส้ม โดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชน. และประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “พรรค ปชน.จะยื่นร่างแก้ไข รธน. (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ” สัปดาห์นี้ตามที่ได้แถลงไว้ คือ 1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง 2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3.ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของ รธน.ฉบับใหม่ สำหรับรายละเอียดของทั้ง 2 ร่างของพรรค ปชน. 1. สภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตัวแทนเชิงพื้นที่ และ ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม 2. ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยร่าง 1 ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้)  หากรัฐสภารับรอง 150 คน: 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ร. หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้ง 150 คนใหม่

ส่วนร่าง 2 ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน ซึ่งจะใช้วิธีที่ป้องกันการผูกขาด กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ ส.ส.ร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา 1. ส.ส.ร. สามารถตั้งคณะ กมธ.มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ 2. ส.ส.ร. ต้องตั้งคณะ กมธ.ยกร่าง รธน. ซึ่งอาจมีทั้ง ส.ส.ร. และคนนอกที่ ส.ส.ร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน 3. ส.ส.ร. สามารถตั้งคณะ กมธ.อื่นได้ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม เช่น คณะ กมธ.รับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 4. ส.ส.ร. มีอำนาจจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือรูปแบบรัฐ ตามที่บัญญัติไว้แล้วใน รธน. มาตรา 255  

5. ส.ส.ร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ 6. ส.ส.ร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภา หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง 7. เมื่อ ส.ส.ร. จัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่เสร็จ ส.ส.ร.ต้องส่งร่างดังกล่าว ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยจะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ นอกเหนือจาก 2 ร่างของพรรค ปชน. ทาง สส. พรรค ปชน.พร้อมที่จะร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่นหรือร่างของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการรายชื่อเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จ ตราบใดที่ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของพรรค ปชน.

คงต้องรอดูรูปแบบการสรรหา ส.ส.ร. ของพรรค ปชน. ที่ให้ประชาชนเลือก และส่งให้รัฐสภาคัดเลือก จะขัดกับแนวทางของศาล รธน.หรือไม่ ที่กำหนดไว้ไม่ให้เลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรง รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “ผู้นำพรรค ปชน.” กับ “สว.” เรียกว่าร่างของพรรคส้มมีความสุ่มเสี่ยงอาจไม่ได้ไปต่อในวาระที่ 2

“ทีมข่าวการเมือง”