เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร C นายศรีสุวรรณ จรรยา ในนามผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลักภาระค่าไฟทางสาธารณะมาไว้ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมและอาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ อาทิ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกรมทางหลวง
ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ รมว.พลังงาน ได้เปิดเผยในรายการโทรทัศน์รายการดังว่า ประชาชนทุกครัวเรือนต้องร่วมจ่ายค่าไฟส่องสว่างในถนนสาธารณะต่าง ๆ ทั่วประเทศซึ่งทำมาแล้วหลายสิบปี รวม ๆ แล้วปีละ 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก และต่อมาถูกสำทับยืนยันจาก กมธ.พลังงาน วุฒิสภา ที่ออกมาแถลงเปิดโปงค่าไฟแฝงที่อยู่ในบิลค่าไฟฟ้าอีกมาก ซึ่งมีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 12-22 ของค่าไฟทั้งหมด
โดยต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น
2.ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 3.ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ 4.ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำหรือนโยบายของรัฐที่เอาเปรียบประชาชนอย่างรุนแรง ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับ สร้างความเดือดร้อนและเสียหาย รวมทั้งสร้างความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ อันเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือไม่ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจี้ให้รัฐบาลสั่งจ่ายเงินดังกล่าวนับ 10 ปี คืนให้กับประชาชน ฐาน “ลาภมิควรได้” อีกด้วย.



