เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย กมธ. รับหนังสือขอให้ดำเนินโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชนไทยอย่างทั่วถึง จาก น.ส.สุจิตรา ทาปลัด ตัวแทนภาคประชาชน และนายปรีชา ศรีประดู่ ตัวแทนภาคธุรกิจ

โดยภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ได้แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนโครงการ TH-AI Passport และขอให้ภาครัฐดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น การส่งเสริมความรู้ด้าน AI จึงมิใช่การลงทุนเพื่อคนบางกลุ่ม แต่เป็นการลงทุนเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนไทยเข้าสู่โลกแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างมีคุณภาพ โดยจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI โดยไม่จำกัดฐานะ รายได้ หรือพื้นที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย เนื่องจากทักษะด้าน AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระดับสากล หากประชาชนมีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างกว้างขวาง ย่อมนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ธุรกิจใหม่ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลดีต่อประเทศโดยรวม

ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การใช้งบประมาณของภาครัฐทุกโครงการต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะสูงสุด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่ดีควรเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนา มิใช่เป็นเหตุให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น หากมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ต้องปรับปรุง ควรดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกับการเดินหน้าโครงการ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง พร้อมกันนี้ ได้เสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ดังนี้ 

1.ให้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้ภาครัฐยืนยันนโยบายสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport อย่างชัดเจน และไม่ระงับหรือชะลอโครงการโดยไม่จำเป็น 2. จัดให้มีระบบติดตามและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ และการใช้งบประมาณ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

3. ขยายโอกาสการเข้าถึงไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยจัดให้มีมาตรการสนับสนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง 4. พัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเนื้อหาการเรียนรู้ควรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ เช่น AI สำหรับภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดเล็ก การศึกษา การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการชุมชน 5. กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน โดยสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเพิ่มพูนทักษะ การสร้างรายได้ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมโครงการ