คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ฝ่ายใดเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน แต่คือเหตุการณ์นี้จะกระทบการเดินหน้าเจรจา OCA หรือไม่ และรัฐบาลควรวางหมากอย่างไรไม่ให้โอกาสด้านพลังงานกลายเป็นความสูญเปล่าในมิติยุทธศาสตร์

         สิ่งที่น่ากังวล คือ ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้จบที่ช่องบก เพราะจะกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองภายใน ที่จะส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อความกล้าหาญในการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในประเด็นใหญ่กว่านั้นนั่นคือ การกลับไปเจรจาเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชาที่ได้เคยประกาศต่อสาธารณะและแถลงต่อรัฐสภาเอาไว้แล้ว

       พื้นที่   OCA หรือ Overlapping Claims Area ในอ่าวไทย เป็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชายังไม่ได้ตกลงกันในเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเล แต่คาดว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจำนวนมหาศาล รอการสำรวจและพัฒนา รายงานการศึกษาพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาบริเวณเกาะกูดของกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ซึ่งเสนอต่อประธานวุฒิสภาเมื่อ เดือนมีนาคม 2568 ย้ำชัดว่าหากไทยไม่รีบดำเนินการ อาจสูญเสียโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านพลังงานและความมั่นคง

       แม้จะมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามในปี 2544 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นกรอบเจรจา และไม่เป็นการยอมรับเส้นเขตแดนของฝ่ายใดและรายงานของวุฒิสภาก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ใช้ในการเจรจากับกัมพูชา แต่รัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันกลับไม่กล้าขยับด้วยเกรงแรงต้านทางการเมืองจากกลุ่มชาตินิยม ที่มองว่าการเดินหน้าเจรจาเท่ากับเสียดินแดนและอาจจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

         สถานการณ์แบบนี้ทำให้โหมดการเจรจาซึ่งต้องการความไว้ใจ ความมั่นคงทางการเมือง และบรรยากาศที่เอื้อต่อการประนีประนอม ถูกบั่นทอนลงในระดับที่รัฐบาลอาจไม่สามารถเปิดการพูดคุยเรื่อง OCA ได้เลยในระยะใกล้

       ทางออกของรัฐบาลไทยจึงไม่ใช่การนิ่งเฉยหรือตัดสินใจอย่างกล้าหาญเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องวางยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงซ้อน ที่ประกอบด้วย

       ประการแรก ต้องมีการแยกสนามเจรจา อย่าให้ความตึงเครียดชายแดนมาทำลายโอกาสเจรจาทะเล ใช้กลไก JBC และ GBC ปรับความเข้าใจในแนวชายแดน และเก็บ OCA ไว้ในช่องทางแยกที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่โปร่งใสตรวจสอบได้และต่อเนื่อง

ประการที่สอง สร้างฐานทางสังคม โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่า OCA ไม่ใช่เรื่อง “เสียดินแดน” หรือ “ขายชาติ” หากแต่เป็นการแสวงหาประโยชน์ร่วมกันตามหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ

       ประการที่สาม บริหารสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดและอคติชาตินิยม
ที่ตื้นเขินก่อให้ความตึงเครียดลุกลามบานปลายจนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวม

         สรุปแล้ว OCA ไม่ใช่แค่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่คือ สนามแข่งขันยุทธศาสตร์ของนโยบายต่างประเทศไทย ความลังเลจะหมายถึงการปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า ในขณะที่ความกล้าผิดจังหวะก็อาจกระตุ้นวิกฤติทางการเมืองภายใน รัฐบาลไทยจึงต้องวางหมากอย่างประณีต เพราะในเกมที่เดิมพันสูงทั้งพลังงาน ความมั่นคง และการเมือง การก้าวพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจกลายเป็นต้นเหตุของความสูญเสีย ที่ไม่อาจประเมินค่าได้.