เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่กระทรวงยุติธรรม น.ส.จุฑาทิพ จูพัฒนกุล แกนนำกลุ่ม Anti หมวกกันน็อก Online นำประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากนายทุนนอกระบบปล่อยเงินกู้ผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ และเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจากการกู้ยืมเงิน ยื่นหนังสือร้องขอความช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม โดยมีว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม รับเรื่องจากผู้เสียหาย มีเหยื่อถูกหลอกกว่า 20,000 คน

ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวว่า ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา มีชาวบ้านทั่วประเทศต้องการแหล่งเงินทุนจึงเข้าไปใช้บริการแอพเงินกู้ โดยพฤติการณ์ของแอพจะหลอกลวง 3 รูปแบบ คือ 1.หากกู้เงิน 10,000 บาท ผู้กู้จะต้องโอนมาก่อน 2,000 บาท จากนั้นผู้ให้กู้จะโอนเงินกลับคืนให้ แต่เมื่อโอนไปให้แล้วกลับถูกปิดบัญชีและหลอกเอาเงินไป 2.ขอกู้ 4,000 บาท ผู้กู้จะถูกหักเงิน 1,200 บาท และได้รับเงินจริงแค่ 1,800 บาท ซึ่งเป็นการเรียกดอกเบี้ยเงินกู้เกินกฎหมายกำหนด และ 3. กู้แล้วไม่ชำระเงินตามเวลากำหนด ก็จะหาเรื่องมาโพสต์ประจาน ทำให้คนในครอบครัวเสียหายหวาดกลัว
“การกระทำดังกล่าวของพวกแอพเงินกู้ มีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ทั้งการจัดตั้งสถาบันการเงินที่ไม่ได้รับอนุญาต, ฉ้อโกงประชาชน, ขู่กรรโชกทรัพย์, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หลังจากนี้ดีเอสไอจะรวบรวมผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ ไว้กับ สน.แต่ละท้องที่ และประสาน ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ของแก้งค์เงินกู้ออนไลน์“ ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าว

เลขานุการ รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้ตนจะประสาน ปปง. ให้ช่วยตรวจสอบและยึดอายัดบัญชีของแอพกู้เงินและให้ดีเอสไอเปิดเพจรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีกว่า 300 แอพที่หลอกลวง ด้วยการให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงแค่คลิกกดยอมรับก็จะมีเงินโอนเข้า จากนั้นเรียกเก็บหนี้บวกดอกเบี้ยอัตราเกินกว่ากฎหมายกำหนด และหากใครไม่จ่ายก็ดึงข้อมูลภาพครอบครัว และคนใกล้ชิด โทรฯ หรือออกมาคุกคามข่มขู่
ขณะที่ น.ส.จุฑาทิพ แกนนำผู้เสียหาย กล่าวว่า สำหรับมูลค่าความเสียหายเท่าที่รวบรวมในขณะนี้มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท บางรายมีหนี้จากแอพเงินกู้ถึง 1 ล้านบาท และจากการรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายปัจจุบันมีมากถึง 30 แอพ ที่กำลังแพร่ระบาดและพบว่าจำนวนผู้ถูกหลอกเพิ่มมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการจับกุมเจ้าของแอพเงินกู้แต่โทษมีแค่ยึดทรัพย์และภาคทัณฑ์ ทำให้กลุ่มแอพเงินกู้ มีขยายขบวนการเปลี่ยนชื่อ หลอกลวงเพิ่มอีก นอกจากนี้ยังพบอีกว่านายทุนแอพเงินกู้ส่วนใหญ่ มีทั้งชาวจีน มาเลเซีย และเมียนมา



