เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.68 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อว่า Sitting Bull ได้โพสต์ข้อความลงโซเชียล ถีงชายที่ชื่อ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตรอักษร อดีตผอ.สำนักอุทยาน ว่า ถ้าไม่ติดว่าคดีกำลังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอาญาทุจริตภาค 7 ผมอยากจะฉายเหลืองถึงดำให้เห็น ลากออกมาเป็นฉากๆจะได้หูตาสว่างกันบ้าง

การเป็นข้าราชการที่ดีในประเทศนี้มันยากเย็นแสนเข็ญ เพราะถ้าคุณเป็นข้าราชการตงฉิน คุณก็จะสะดุดตีนผู้มีอำนาจและข้าราชการขี้ฉ้อรวมถึงพ่อค้าวานิชทั่วไป และคุณจะมีแต่หนี้ไม่มีวันร่ำรวย แต่สิ่งหนึ่งที่จะติดตัวคุณไปก็คือความภาคภูมิใจและผู้คนกล่าวขานเมื่อคุณสิ้นลม คุณจะเป็นตำนานเป็นเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังได้รู้ได้ฟังว่าครั้งหนึ่งยังมีข้าราชการประเภทนี้อยู่

ผมสรุปเรื่องที่ชัยวัฒน์ถูกไล่ออกราชจากราชการ ให้ฟังพอเป็นสังเขปเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดี

ช่วงที่ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน อธิบดีกรมอุทยานในขณะนั้นก็คืออธิบดีเอี้ยง..ดำรง พิเดช มีเหตุล่าสัตว์บริเวณป่าในแก่งกระจานที่เรียกว่าห้วยคมกฤตค่อนข้างหนัก พรานผู้ล่าก็คือเหล่าบรรดากะเหรี่ยงกะหร่างที่อาศัยอยู่ในป่าแก่งกระจานตลอดจนกลุ่มชนที่ข้ามมาจากฝั่งพม่า ข้ามไปข้ามมาระหว่าง 2 ประเทศ คนเหล่านี้อพยพย้ายตามฝูงสัตว์ที่ชุกชุมไปเรื่อย มีการล่าช้างกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งล่าเอางา ล่าเอาอวัยวะและล่าเพื่อนำลูกช้างออกไปขาย จนกระทั่งมีการปะทะยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จนทำให้กะเหรี่ยงคนหนึ่งเสียชีวิตไป เจ้าหน้าที่ชุดนั้นก็ถูกดำเนินคดี ผมเองได้มอบเงินให้กับผู้ลั่นไกยิงกะเหรี่ยงดังกล่าวเป็นจำนวนหนึ่งแสนบาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ชัยวัฒน์ ในขณะนั้น ในฐานะเป็นหัวหน้าอุทยานได้ของบในการจัดสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤตขึ้นมา วัตถุประสงค์เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ๆลาดตระเวณวนเวียนมาพักกันก่อนจะออกลาดตระเวนต่อไป อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นการป้องปรามพวกนักล่าทั้งหลายไม่ให้ล่าสัตว์บริเวณดังกล่าว

ของบมาได้ 3.5 ล้านบาท แต่ปัญหาก็คือบริเวณที่จะสร้างหน่วยพิทักษ์ป่ามันอยู่ในป่าลึก ขนอุปกรณ์ก่อสร้างขึ้นไปก็ลำบาก ไม่มีเส้นทางรถยนต์ อันตรายจากสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างป่าก็มาก ก็เลยไม่มีใครมาประมูลงาน เพราะเห็นอยู่แล้วว่าประมูลไปก็ขาดทุน แต่ด้วยความทุ่มเทต้องการได้หน่วยพิทักษ์ป่า ชัยวัฒน์ก็ได้ขอร้องให้บรรดาผู้รับเหมาเข้ามาประมูล จนมีการก่อสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤตขึ้นจนสำเร็จ แม้บางอย่างอาจจะไม่เป็นไปตามแบบ 100% แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

ในช่วงที่ DSI กำลังหาหลักฐานอย่างบ้าคลั่งเพื่อดำเนินคดีกับชัยวัฒน์ ข้อหาฆ่ากะเหรี่ยงชื่อบิลลี่ แต่ก็ไม่พบหลักฐานอะไร เมื่อเห็นหน่วยพิทักษ์ป่าก็ตรวจสอบว่าใครเป็นคนสร้าง พอรู้ว่าสร้างในช่วงที่ชัยวัฒน์เป็นหัวหน้าอุทยานแก่งกระจานก็ได้มีการขุด เช็ค ตรวจสอบทุกเรื่อง ทำนองเหมือนกับว่ากูเอาผิดมึงเรื่องโน้นไม่ได้ก็ขอหวดมึงสักเรื่องนึง อารมณ์ประมาณนั้น จึงนำมาสู่การตรวจสอบพบว่ามีบางอย่างถูกสร้างไม่เป็นไปตามแบบและขั้นตอน แต่ก็ไม่ได้ตรวจสอบว่า งบ 3 ล้าน 5 แสนบาทมันถูกใช้เกินไปเท่าไหร่และเป็นเงินของใคร เพราะลำพังเงินแค่ 3.5 ล้านบาทมันสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าหน่วยนี้ขึ้นมาตามแบบไม่ได้

ด้วยความที่เป็นคนทุ่มเทกับงาน ต้องการให้มีหน่วยพิทักษ์ป่าเพื่อดูแลป่าและสัตว์ป่าได้ครอบคลุม ชัยวัฒน์จึงได้ควักเงินบางส่วนของตัวเองออกมา สร้างหน่วยนี้ขึ้นมาจนสำเร็จและใช้ได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน

มีคนถูกแจ้งข้อกล่าวหาหลายคนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้รับเหมา เมื่อคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลอาญาทุจริตภาค 7 ศาลได้กำชับให้จำเลยใช้เงินของตนเองเท่านั้นในการประกันตัว แต่การประกันตัวต้องใช้เงินคนละหลายแสนบาท พวกเขาจะหาเงินที่ไหนกันผมจึงต้องประกันตัวพวกเขาโดยเอาเงินให้พวกเขาประกันตัวเขาเอง ไม่เช่นนั้นก็ต้องเข้าเรือนจำ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างสืบพยาน โจทก์

คนที่รู้จัก ชัยวัฒน์ จะรู้นิสัยใจคอเขาดีว่าเป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอ แม้แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงระดับปลัดกระทรวง หรือแม้แต่รัฐมนตรีขอเขาก็ยังไม่ยอมถ้าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตำแหน่งที่เขานั่งไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหัวหน้าอุทยาน ตำแหน่งหัวหน้าพญาเสือที่มีอำนาจสอบสวนจับกุมทั่วราชอาณาจักร ตำแหน่งทสจ. ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ที่ 9 หรือแม้แต่ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการสำนักอุทยานดูแลรับผิดชอบอุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ตำแหน่งเหล่านี้มันหาเงินได้ง่ายยิ่งกว่ากระพริบตา แค่หรี่ตาข้างนึง ทำเป็นหูหนวกตาบอดไปซะหน่อยนึง ตามน้ำไปสักนิดนึงเงินทองก็พร้อมจะไหลมาเทมา แต่ชัยวัฒน์เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น แต่กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ก็คือมีแต่เรื่องวิ่งสู้ฟัดกับผู้ใหญ่ในกระทรวงนอกกระทรวง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ตลอดจนแสดงตนขัดขวางการปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างอยุติธรรมของผู้ใหญ่ทั้งหลายในกระทรวง

ช่วงเป็นข้าราชการ ทั้งที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น และได้รับสมญานามว่าวีรบุรุษแก่งกระจาน แต่ชีวิตราชการของเขาก็ลุ่มๆดอนๆ มีแต่คดีเหยียบตาปลา เหยียบหัวแม่เท้าผู้ใหญ่และผู้มีอิทธิพลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตลอดเวลาถูกตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถูกให้ออกจากราชการ ถูกโยกจากตำแหน่งให้ไปนั่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้..ฯลฯ แต่เขาก็ใช้ความบริสุทธิ์ของเขา พิสูจน์ผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้ตลอด

ชีวิตหลังเกษียณ ก็หารายได้จากการขายทุเรียน ขายตะคร้ำแช่อิ่ม เผาถ่าน และเป็นรุกขกร มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ที่แบกอยู่หลังแทบหักก็คือหนี้สินเยอะแยะมากมาย แม้แต่บ้านที่พักอาศัยอยู่ ก็ต้องเอาไปแปะไว้กับธนาคาร

ถ้าเขาไม่เป็นข้าราชการน้ำดี ชีวิตเขาก็คงไม่กระเด้งกระดอนขึ้นลงแบบนี้ คงไม่ลำบากยากเข็ญหลังจากเกษียณแบบนี้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงดูแลคดีให้เขามาสารพัดคดี โดยไม่เคยคิดค่าใช้จ่ายแม้แต่สลึงเดียว เพราะเขาเป็นข้าราชการน้ำดีที่หาไม่ได้หรือหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

พลันที่ปรากฏข่าวการถูกไล่ออกจากราชการของเขา มีทั้งคนที่สะใจ มีทั้งพวกที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้แต่ก็เข้ามาเม้นด่าสารพัดสาระเพ มีทั้งคนที่มีอคติกับเขา มีทั้งคนที่ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นข้าราชการประเภทไหนและมีทั้งคนที่เข้าใจและให้กำลังใจ ผมอ่าน Comment แต่ละ comment ในสื่อต่างๆ ที่เข้ามาสาปแช่งก่นด่าเขา ด้วยความเศร้าใจ คนเหล่านั้น ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาเจออะไรมาบ้างและเขาทำอะไรให้กับประเทศนี้บ้าง เห็นหัวข่าวก็ด่าอย่างเดียว แต่ไม่เป็นไรคนที่ด่าไม่แรงก็ปล่อยผ่าน แต่พวกตัวจี๊ดก็คงได้รับบทเรียนกันบ้าง

หมดคดีนี้แล้ว ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นคดีสุดท้าย ยังมีคดีที่รอเขาอยู่ทั้งที่เขาเป็นคนไปร้อง ต่อป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีกับผู้หลักผู้ใหญ่บางคน แต่เรื่องกลับตาลปัตรกลายเป็นว่าเขาเป็นผู้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนเสียเอง

ทุจริตอีท่าไหน ฮั้วประมูลอย่างไรที่ต้องควักเงินในกระเป๋าตัวเองจ่ายเพิ่มเสียบานเบอะ

นี่คือชีวิตราชการของผู้ชายที่ชื่อชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร