เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ2708/2566 ที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. และอดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารทีมฟุตบอล โดยในวันนี้จำเลยอย่างนายสนธิเดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาล ส่วน พล.ต.อ.สมยศ ได้ให้ทนายความส่วนตัวเป็นผู้รับมอบอำนาจเข้าฟังคำพิพากษาแทน และศาลไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณา

โดยนายสนธิ กล่าวภายหลังว่า ในวันนี้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ พล.ต.อ.สมยศ ฟ้องตนในข้อหาหมิ่นประมาทจากหลายกรณี ซึ่งตนในฐานะผู้ชนะคดี รู้สึกพึงพอใจในคำพิพากษา โดยตนเองสู้ด้วยพยานหลักฐานและความจริง เพราะนี่ไม่ใช่คดีแรกในชีวิตของตน ตลอดการทำงานสื่อมวลชนมากว่า 50 ปี ตนมีคดีความกว่า 240 คดีในชีวิต เมื่อถามว่าในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ที่จะมีการจัดชุมนุมใหญ่เพื่อเรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และจะร่วมขึ้นเวทีไปปราศรัยด้วยหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ตนขึ้นเวทีแน่นอน และมองว่าพลาดไม่ได้ ขอให้ทุกคนคอยฟัง เพราะตนมีทีเด็ดที่จะพูดอยู่บนเวที ส่วนทีเด็ดดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลสะเทือนหรือไม่ นายสนธิพูดทิ้งท้ายอย่างติดตลกว่า “รัฐบาลชุดนี้พูดอะไรไปก็ไม่สะเทือนหรอก”

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว ทนายความส่วนตัวของนายสนธิ กล่าวว่า ในประเด็นที่นายสนธิ กล่าวว่า พล.ต.อ.สมยศ เข้าไปช่วยเหลือคดีของ บอส อยู่วิทยา นั้น ศาลได้วินิจฉัยว่า มีการแจ้งคดีของเจ้าตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แม้จะพิพากษายกฟ้องแต่ก็ยังมีการอุทธรณ์ และมีความเห็นแย้งของอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอยู่ ส่วนประเด็นเรื่องตั้งเงินเดือนตัวเองนั้น มีการตีความของกฤษฎีกาแล้วว่าการขึ้นเงินเดือนของ พล.ต.อ.สมยศ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และผิด พ.ร.บ.การกีฬา แม้เจ้าตัวจะไม่รับเงินเดือนของตนเอง แต่ปรากฏว่าตัวแทน นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนก่อนหน้า พล.ต.อ.สมยศ และน.ส.นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน เข้ามาเบิกความว่า การดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลเป็นการทำงานเพื่อชาติ และไม่มีใครขอขึ้นเงินเดือนอยู่แล้ว ส่วนประเด็นเรื่องตำรวจไซด์ไลน์ นั้น พล.ต.อ.สมยศ ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับประเด็นนี้แล้ว

และเรื่องการฮั้วประมูลและเรื่องลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทยลีกนั้น ปรากฏว่า เกิดขึ้นในยุคของโจทก์จนทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยเสียหาย รวมถึงเรื่องลำดับขั้นของฟุตบอลไทยลีกที่ในยุคของ พล.ต.อ.สมยศ ดำรงตำแหน่งนายก ฟุตบอลไทยอยู่อันดับที่ 113 ต่อมาจนถึงยุคของ น.ส.นวลพรรณ ก็ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 96 ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงโดยคำวิจารณ์ของ นายสนธิ กับเรื่องเหล่านี้อาจจะมีคำพูดไม่สุภาพไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นหมิ่นประมาท

ส่วนประเด็นยุคที่ พล.ต.อ.สมยศ เป็นนายกสมาคมฯ สมาคมฟุตบอลมีหนี้สิน 300 ล้านบาท แล้วต้องไปกู้เงินจากฟีฟ่า 5,000,000 ดอลลาร์ อีกทั้ง พล.ต.อ.สมยศ เคยกู้ยืมเงิน นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือ เสี่ยกำพล นักธุรกิจชื่อดัง 300 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวก็เบิกความยอมรับในข้อเท็จจริงว่า เคยยืมเงินสูงสุดถึง 1 พันล้านบาท โดยไม่มีการทำสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยพูดวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการติชมโดยสุจริต พูดในข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าแม้จะมีคำที่ไม่สุภาพแต่ไม่ถึงขั้นหมิ่นประมาท ทำให้ศาลพิพากษายกฟ้อง.