จากปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้สภาวะอุณภูมิและอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง จนส่งผลต่อ“ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และพายุที่รุนแรงขึ้นในทุกๆปี

“ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นในทั่วโลก ได้สร้างความเสียหายต่อ “ชีวิต” คนจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในปีๆหนึ่ง

ความคาดหวังของมวลมนุษย์ชาติ คือ จะมีอะไรที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีได้บ้าง?

วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีรายงาน การศึกษาในเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าสนใจของ ศูนย์ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของดีลอยท์  ที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง “AI เพื่อความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน” ที่แสดงให้เห็นว่า ศักยภาพของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์  ในการพลิกโฉมการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน การรับมือ และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ เพื่อช่วยให้เกิดแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนความเสียหายจากภัยธรรมชาติในอนาคต

ภาพ pixabay.com

“เจนนิเฟอร์ สไตน์แมนน์” ลีดเดอร์ด้านธุรกิจความยั่งยืน ดีลอยท์ โกลบอล บอกว่า โครงสร้างพื้นฐานที่มีการใช้ AI สามารถช่วยผู้นำในการปกป้องชุมชนของตัวเองจากความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  การ นำ AI ไปใช้อย่างมีกลยุทธ์จะช่วยให้ผู้นำสามารถระบุความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และเพิ่มคามเร็วในการตอบสนองและฟื้นฟูในขณะที่เกิดภัยธรรมชาติ โดยการลงทุนในโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งแบบป้องกันและแบบตอบสนองยังช่วยป้องกันมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โดยข้อมูลจากรายงานการศึกษาระบุว่า ผลกระทบทางการเงินที่คาดการณ์ไม่ได้และมีนัยสำคัญ ภายในปี 2593 ความสูญเสียเฉลี่ยต่อปีจากภัยธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงมากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพายุและอุทกภัยจะก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด

ขณะที่ผลผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน มาจาก โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายจนเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานของบริการที่จำเป็น เช่น การประปา พลังงาน และการขนส่ง ยกตัวอย่างเช่น ไฟฟ้าดับส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร หรือการขาดแคลนน้ำประปาส่งผลต่อการผลิตพลังงาน

ภาพ pixabay.com

นอกจากนี้ความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐาน คือ โครงสร้างพื้นฐานที่เก่าและเสื่อมสภาพมีความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติ แต่ความเสี่ยงเหล่านี้ยังคงพบได้ในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ โดบการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคาดการณ์ว่าจะมีค่าใช้จ่ายถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษข้างหน้า

ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตั้งแต่การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานจนถึงการดำเนินงาน ทำให้ให้มีแนวทางในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนอง เพื่อช่วยจัดการกับภัยธรรมชาติได้  ทำให้ผู้นำภาคเอกชนและภาครัฐมีทางเลือกในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้

รายงานของดีลอยท์ โกลบอลพบว่า ภายในปี 2593 AI จะสามารถช่วยป้องกันความเสียหายจากพายุเพียงอย่างเดียวทั่วโลก ได้เฉลี่ย 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ภาพ pixabay.com

ขณะเดียวกัน AI ยังสามารถช่วยผู้นำองค์กรจัดการความเสี่ยงเชิงรุกในด้านต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น 1.การวางแผน  โดย โซลูชันต่าง ๆ เช่น ดิจิทัลทวิน (Digital Twins) โซลูชันวางแผนเมืองโดยใช้ AI  และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ สามารถช่วยให้กรสามารถออกแบบและจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดการและดูแลพืชพรรณเพื่อรักษาสายไฟและลดความเสี่ยงจากไฟป่า ซึ่งเป็นการป้องกันความเสียหายเชิงรุก

2.การรับมือ การใช้ ระบบตรวจจับและปฏิกิริยาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า สามารถลดความเสี่ยงจากไฟป่าและอุทกภัย เช่น การตรวจจับไฟป่าล่วงหน้าได้แต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดความสูญเสียระหว่าง 100 -300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในออสเตรเลีย

3.การฟื้นฟู เทคโนโลยี  AI สามารถประเมินความเสียหายหลังจากการเกิดภัยธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามารถริเริ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญและฟื้นฟูชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็สามารถลดปริมาณการสูญเสียวัสดุ

อย่างไรก็ตาม AI นับเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ผู้นำต่าง ๆ จึงควรทำงานร่วมกันเพื่อกำจัดอุปสรรคต่อการนำ AI ไปใช้ ซึ่งครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานเดิม ช่องว่างด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดทางการเงิน ความร่วมมือระดับโลกระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำศักยภาพของ AI ไปปรับใช้

โดย ผู้นำองค์กรภาครัฐสามารถพิจารณามาตรฐานสากลในการนำ AI มาใช้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและอิงตามหลักการ ซึ่งช่วยส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ระว่างภาคส่วน และข้ามพรมแดน

ภาพ pixabay.com

 ขณะที่ ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเจ้าของและผู้ดำเนินงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรลงทุนในเทคโนโลยีในโครงสร้างพื้นฐานทั้งวงจร อัพเกรดระบบเดิมเพื่อรองรับความเข้ากันได้ และเปิดเผยข้อมูลเพื่อปรับปรุงแบบจำลอง AI

ส่วนภาคการเงินและประกันภัยควรบูรณาการ AI เข้ากับแบบจำลองการกำหนดราคาและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมถึงสถาบันการเงินสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เหมาะ ด้านบริษัทเทคโนโลยีควรสานต่อการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันแบบบูรณาการและคาร์บอนต่ำ เพื่อนำไปสู่การสร้างกระบวนการที่ยั่งยืน และมีความยืดหยุ่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ด้าน คอสติ เปอร์ริคอส ลีดเดอร์ ธุรกิจ GenAI ดีลอยท์ โกลบอล บอกว่า  การประสานงานระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับโลกเพื่อพัฒนาโซลูชัน AI  เป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างนวัตกรรม รวมถึงต่อยอดไปสู่การสร้างอนาคตที่ทุกคนมีความสามารถในการฟื้นตัวในการรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น การนำ AI ไปใช้ในวงกว้างและความสามารถ AI ที่ปรับปรุงแล้วนั้น ภายในปี 2593 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายปีด้านภัยพิบัติโดยตรง อาจสูงถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาจลดความสูญเสียที่ด้านภัยพิบัติได้เกือบหนึ่งในสาม

ถือเป็นสิ่งที่ต้องมีความร่วมมือกันทุกฝ่าย  การนำ AI มาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ที่ชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่การรับมือ “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” เพื่อให้ความเสียหายลดน้อยลงที่สุด!!

Cyber Daily