เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “หมอเจด” เพื่อย้ำเตือนถึงภัยเงียบของ “ไขมันพอกตับ” ซึ่งมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด นพ.เจษฎ์เน้นย้ำว่าผลเลือดบางอย่างคือ “สัญญาณที่ตับกำลังพยายามบอกเรา” ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

4 สัญญาณอันตรายจากผลเลือดที่คุณต้องระวัง!

นพ.เจษฎ์ ได้ชี้ให้เห็นถึง 4 ค่าหลักในผลเลือดที่เราควรใส่ใจเป็นพิเศษ:

1. ค่าตับสูง (ALT, AST)

ALT และ AST คือเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ การที่ค่าเหล่านี้สูงขึ้นในเลือดบ่งชี้ว่าเซลล์ตับเริ่มมีปัญหา เช่น มีการอักเสบหรือ “รั่ว”

  • หาก ALT สูงกว่า 30-40 (ขึ้นอยู่กับเพศ)
  • หาก AST สูงกว่า ALT อย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือสัญญาณเตือนว่าตับของคุณกำลังทำงานหนัก ถ้าค่าเหล่านี้สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการขึ้นๆ ลงๆ เรื้อรัง ถือเป็นเวลาที่คุณต้องเริ่มดูแลตับอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก ALT สูงมักเกี่ยวเนื่องกับไขมันพอกตับ แต่ถ้า AST สูงกว่า ALT อาจบ่งชี้ถึงภาวะตับเริ่มมีพังผืดหรือเข้าสู่ระยะตับแข็ง

2. ไขมันในเลือดสูง

ค่าไขมันในเลือด โดยเฉพาะ Triglyceride และ LDL (ไขมันเลว) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการสะสมไขมันในตับ การบริโภคอาหารทอด มัน หวานจัด และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้ไขมันเหล่านี้สูงขึ้นอย่างเงียบๆ และส่วนเกินจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับ

  • หาก Triglyceride เกิน 150 mg/dL
  • หาก LDL เกิน 130 mg/dL

หมายความว่าร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าไขมันกำลังสะสมในตับมากเกินพอดี นพ.เจษฎ์ย้ำว่าไม่เพียงอาหารมันเท่านั้น น้ำตาลและแป้งก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันและไปสะสมที่ตับได้เช่นกัน จึงควรงดทั้ง “มัน” และ “หวาน” ไปพร้อมๆ กัน

3. น้ำตาลในเลือดสูง

หลายคนมักเข้าใจว่าน้ำตาลในเลือดสูงหมายถึงเบาหวานเท่านั้น แต่ก่อนที่จะถึงขั้นเบาหวาน ร่างกายมีกลไกฉุกเฉินในการ “เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นไขมัน” แล้วนำไปเก็บไว้ที่ตับ

  • FBS (Fasting Blood Sugar) หรือค่าน้ำตาลตอนท้องว่าง หาก เกิน 100 mg/dL บ่งชี้ว่าเริ่มมีภาวะดื้ออินซูลิน
  • HbA1c (น้ำตาลสะสมในเลือดย้อนหลัง 3 เดือน) หาก เกิน 5.7% แสดงว่ามีความเสี่ยงเบาหวานและร่างกายมีน้ำตาลส่วนเกินอยู่ตลอดเวลา

ภาวะดื้ออินซูลินเป็นต้นตอของปัญหา เมื่อเซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง น้ำตาลจะค้างในกระแสเลือดมากขึ้น ร่างกายจึงต้องเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านี้เป็นไขมันและนำไปเก็บไว้ที่ตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ

4. ไขมันพอกตับ ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งเสี่ยงมะเร็งตับ

นพ.เจษฎ์ เตือนว่าในช่วงแรกไขมันพอกตับมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนประมาทคิดว่าไม่เป็นไร แต่หากปล่อยไว้นาน ตับจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง และสร้างพังผืดขึ้นมาคล้ายแผลเป็น ยิ่งพังผืดมาก ตับจะยิ่งแข็งและทำงานลดลง ซึ่งคือภาวะ “ตับแข็ง” และหากยังไม่ได้รับการดูแล ก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่ “มะเร็งตับ” ได้

การป้องกันไขมันพอกตับ: เริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้!

นพ.เจษฎ์ แนะนำวิธีป้องกันไขมันพอกตับที่ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นตับแข็ง ดังนี้:

  • ลดแป้งและน้ำตาล: หลีกเลี่ยงขนม ข้าวขาว น้ำหวาน กาแฟใส่น้ำตาล หันมาบริโภคข้าวกล้อง ผลไม้ไม่หวานจัดแทน
  • ขยับร่างกายให้มากขึ้น: ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 4-5 วันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
  • เปลี่ยนจากไขมันเลวเป็นไขมันดี: หลีกเลี่ยงอาหารทอด มัน หันมาใช้น้ำมันมะกอก หรือบริโภคปลาทะเลที่มีโอเมก้า-3
  • คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์: การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดก็สามารถช่วยให้ค่าตับดีขึ้นได้
  • พักตับจากแอลกอฮอล์บ้าง: การพักตับ 2-3 สัปดาห์ หรือจำกัดปริมาณการดื่ม จะช่วยให้ตับฟื้นตัวได้ดี
  • พิจารณาอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงตับ: เช่น วิตามิน E ที่ช่วยลดการอักเสบ Dandelion ที่ช่วยล้างพิษ และ Choline ที่ช่วยลดไขมันสะสมในตับ อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมไม่สามารถทดแทนการปรับพฤติกรรมหลักได้

นพ.เจษฎ์ ทิ้งท้ายว่า ปัญหาตับมักมาแบบเงียบๆ หากตรวจพบว่าค่าตับหรือไขมันในเลือดสูงเพียงเล็กน้อย ก็อย่ารอช้า เพราะจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้อาจนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับที่ร้ายแรงและเสี่ยงต่อมะเร็งตับในอนาคตได้

อ่านฉบับเต็มที่นี่