สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ว่านางคริสตินา ดาห์ล รองประธานของ “ไคลเมต เซ็นทรัล” ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสภาพอากาศ กล่าวว่า ภาคกลางของรัฐเทกซัสมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เพิ่มขึ้นประมาณ 20% นับตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เฉพาะในสหรัฐ แต่ยังรวมถึงอีกหลายประเทศบนโลก


เมื่อสภาพภูมิอากาศบนโลกร้อนขึ้น บรรยากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักแบบสุดขั้วเช่นนี้ได้ ภายในช่วงเวลาอันสั้น และเห็นได้ชัดว่า ขอบเขตของความสูญเสีย และจำนวนผู้เสียชีวิต สะท้อนว่า สหรัฐยังคงขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงระดับที่จะมาถึงกับการที่โลกของเรายังคงร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน ดาห์ลวิจารณ์การที่รัฐบาลสหรัฐตัดงบประมาณและลดจำนวนบุคลากรของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (เอ็นดับเบิลยูเอส) และสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) ว่าส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพด้านการแจ้งเตือน และการรับมือกับภัยธรรมชาติ “ที่ควรจะทันท่วงทีกว่านี้”.

เครดิตภาพ : AFP