สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า โรคหัด ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อได้ง่าย และเคยหายไปจากสหรัฐเพราะวัคซีน กลับมาระบาดในประเทศอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง และความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานสาธารณสุข
มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สหรัฐมีการยืนยันผู้ป่วยโรคหัดทั้งหมด 1,277 ราย ในเกือบ 40 รัฐ จาก 50 รัฐของประเทศ โดยรัฐเทกซัสคิดเป็นสัดส่วนการระบาดมากกว่า 60% ซึ่งตัวเลขโดยรวมของสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 2535
US measles epidemic its worst of 21st century https://t.co/e4lLgJmJso
— The Straits Times (@straits_times) July 7, 2025
จนถึงขณะนี้ การระบาดของโรคหัดคร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐไปแล้ว 3 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย และทุกคนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ขณะที่ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตได้รับการประมาณการ “ต่ำเกินไป” และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการรายงานผู้ป่วยโรคหัดที่ไม่เพียงพอ
อนึ่ง นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐ ถูกกล่าวหาว่าทำให้วิกฤติสาธารณสุขในประเทศเลวร้ายลง โดยกระตุ้นให้เกิดความกลัวเกี่ยวกับวีคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือ “วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์” ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง แต่เคนเนดีกลับกล่าวอ้างอย่างผิด ๆ ว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์เป็นอันตราย และมีซากของทารกในครรภ์.
เครดิตภาพ : AFP



