สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บาว์ม ผู้นำเม็กซิโก มีเนื้อหาสำคัญว่า สหรัฐยังคงต้องการมีความร่วมมือทางการค้ากับเม็กซิโกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นสหรัฐกำหนดอัตราภาษีกับเม็กซิโกไปแล้วบางส่วน เนื่องจากเม็กซิโกล้มเหลวในการยับยั้งขบวนการค้ายาเสพติด ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยเฉพาะเฟนทานิล ขณะเดียวกัน ความร่วมมือของเม็กซิโกในการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศยังไม่เพียงพอ ซึ่งสหรัฐไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไปได้
ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีกับสินค้าของเม็กซิโก ในอัตรา 30% ทุกประเภทของสินค้าเม็กซิโก ที่ส่งออกมายังสหรัฐ แยกต่างหากจากอัตราภาษีซึ่งกำหนดไปก่อนแล้ว และสินค้าจากประเทศที่สามซึ่งใช้เม็กซิโกเป็นทางผ่าน จะเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่านี้
BREAKING: President Trump announces 30% tariff on the European Union and Mexico.
— The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) July 12, 2025
Trump says if they retaliate, these tariffs will be raised by the same amount as the retaliation. pic.twitter.com/JQ1HsLeseO
หากเม็กซิโกมีมาตรการตอบโต้อีก ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐจะขึ้นภาษีกับสินค้าของเม็กซิโกอีก 30% และอ้างว่า เม็กซิโกเรียกเก็บภาษีกับสหรัฐ และมาตรการที่มิใช่ภาษี ซึ่งทำให้สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างมากกับเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติของเรา
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการอีกฉบับ ถึงนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป ( อียู ) ว่านับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ สหรัฐจะเรียกเก็บภาษี 30% กับสินค้าที่ส่งออกจากอียูมายังสหรัฐ โดยแยกจากภาษีตามหมวดอื่น และสินค้าที่ลักลอบเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมทั้งย้ำว่า อัตราภาษี 30% นี้ “ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ” เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าดุลการค้า ที่สหรัฐเสียเปรียบอียูมาตลอด.
เครดิตภาพ : AFP



