เมื่อวันที่ 13 ก.ค. สมาชิกพันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้บอกเล่าประสบการณ์ชีวิตในเรือนจำกว่า 10 ปี โดยระบุว่า “คุกไม่เหมือนในหนัง” เผยความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

อดีตนักโทษรายนี้ ซึ่งเคยต้องโทษคดียาเสพติดเป็นเวลา 25 ปี 7 เดือน แต่ได้รับการปล่อยตัวในปี 2567 หลังใช้ชีวิตในเรือนจำประมาณ 10 ปี จากการได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง ได้เล่าถึงชีวิตหลังกำแพงที่แตกต่างจากภาพยนตร์อย่างสิ้นเชิง

“ก่อนเข้าคุก ผมก็เคยดูหนังคุกหลายเรื่อง พอเข้าไปจริง ไม่ตรงซักข้อ” เขากล่าว “หลังออกมา ผมก็ได้ดูหนังคุกสมัยใหม่ สร้างดีกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ตรงอีก”

ชีวิตในเรือนจำ: ทำงานหนักและเป็นระเบียบ

เขาเผยว่าในคุกไม่มีศัพท์คำว่า “หนมน้า” และไม่มีธรรมเนียมการนำคนหน้าใหม่มา “ตุ๋ย” อย่างที่เข้าใจผิดกัน นอกจากนี้ นักโทษไม่ได้นั่งเฉยๆ จ้องจะตีกันเป็นแก๊ง แต่ทุกคนมี “กองงาน” มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ “เขาว่าไม่ยอมให้ใครกินข้าวฟรี” อดีตนักโทษรายนี้ระบุ

นักโทษทุกคนต้องทำงานตามที่มีการดูตัว คัดตัว และจำแนกไว้ เช่นเดียวกับเขาที่เริ่มจากการใช้แรงงานเย็บรองเท้า ก่อนจะถูกจำแนกใหม่ให้ไปอยู่สูทกรรม ทำอาหารนักโทษ และเมื่อเจ้าหน้าที่รู้จักและเห็นว่าพอมีความรู้บ้าง ก็ได้มาช่วยทำงานเอกสาร เขายืนยันว่ามีงานทุกวัน ยกเว้นบางคนที่ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์

ความแออัดและการเฝ้าระวังที่ไม่ใช่หน้าที่นักโทษ

เมื่อเวลา 15.00 น. นักโทษจะต้องอาบน้ำและขึ้นห้องขัง พวกเขานอนอัดกันเพื่อรอดูทีวีตั้งแต่เย็นถึง 22.00-23.00 น. แล้วจึงนอน “เมื่อก่อนห้องหนึ่งนอน 50-70 คน อัดกันตัวติดกัน หัวเท้าสลับกัน บางคนต้องนั่งชิดกำแพงหลับ” เขาย้อนอดีต

นอกจากนี้ ยังมีกฎให้นักโทษผลัดกันเข้าเวรยาม เนื่องจากมีคนผูกคอตายบ่อยครั้ง ซึ่งภายหลังเขาเพิ่งมาทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่หน้าที่ของนักโทษ แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เวรที่ต้องเดินตรวจตราเฝ้าพวกนักโทษ

การรักษาพยาบาลและความเป็นความตาย

การลงชื่อหาหมอในคุกเป็นเรื่องยากมาก “ป่วยวันนี้อาจรอเจอพยาบาลอาทิตย์หน้า หรือไม่ได้หาเลย” เขากล่าว มีเพียง อสรจ. (อาสาสมัครราชทัณฑ์) ที่คอยคัดกรองรับเรื่องเมื่อนักโทษแจ้งป่วย “ในคุกป่วยคือป่วย ตายคือตาย” อดีตนักโทษรายนี้เล่าว่า หากมีผู้เสียชีวิตในห้องขัง จะไม่สามารถไขขังได้ ต้องรอจนกว่าจะเช้าถึงจะอนุญาตให้ตำรวจและญาติเข้าไปตรวจศพ

สิ่งบันเทิงและการเปลี่ยนแปลงในเรือนจำ

เมื่อก่อนสิ่งบันเทิงอย่างเดียวที่นักโทษมีคือการสูบบุหรี่และยาเส้น แต่ในปี 2562 มีคำสั่งงดเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่กลับดีขึ้นกว่าเดิม เพราะในปี 2563 มีเบาะยางปูนอน เบาะละ 2 คนติดกัน

การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้เป็นผลมาจากนโยบายพักโทษพิเศษเพื่อระบายนักโทษจากช่วงโควิด-19 ซึ่งมีนักโทษจำนวนหลายหมื่นคนได้รับการปล่อยตัว รวมถึงกรณีของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งเป็นชุดแรกๆ ที่ได้รับการพักโทษพิเศษในช่วงเวลาดังกล่าว “ตอนนั้นมีเอาท่านสมศักดิ์มาพูดนโยบายออกทีวี ก็มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น” เขากล่าว และก่อนที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงปี 2566-2567 นักโทษก็ได้นอนคนละเบาะแล้ว

ความจริงเรื่องความสัมพันธ์และความรุนแรง

เขายืนยันว่าในคุกไม่มีธรรมเนียมการ “ตุ๋ย” คนหน้าใหม่ แต่มีกลุ่ม LGBTQ+ (ตุ๊ด, กะเทย) ที่มีการคบหากันเอง และมีการลักลอบกัน ซึ่งหากถูกจับได้ก็จะโดนย้ายแดนและโดนวินัย

นอกจากนี้ ไม่ได้มีธรรมเนียมแบบแก๊งนั่งจ้องจะตีกันเหมือนในหนัง แต่มีการทะเลาะชกต่อยกันบ้าง เพราะคนเยอะ “ร้อยพ่อพันแม่” แค่แย่งข้าวกัน หรือตักข้าวมากน้อยก็ทะเลาะกันได้ “จริงๆ มันคือต่างคนต่างอยู่ อยู่กับกลุ่มตัวเอง บ้านตัวเอง ใช้ชีวิตวนไปวนมาแบบเครียดๆ จนเป็นกิจวัตร ไม่มีใครกล้าซ่า เพราะเจ้าหน้าที่กระทืบได้เสมอ” เขากล่าวเสริม และเมื่อมีการทะเลาะกัน เพียงแค่ตบหน้าก็อาจโดนขังเดี่ยว ย้ายไปแดนลำบาก โดนบันทึกวินัย ลดชั้น และงดการเลื่อนชั้นเอาอภัยโทษ

บทเรียนชีวิต: อิสรภาพคือสิ่งล้ำค่าที่สุด

ทุกคนในคุกต่างคิดว่าเมื่อไหร่จะได้ปล่อยตัว เข้าเกณฑ์ลดโทษ พักโทษ หรือยังจะมีอภัยหรือไม่ในปีนี้ มีวลีที่ว่า “จะอยู่รอดได้ต้องอยู่แบบ กินอิ่มนอนอุ่น ลุ้นอภัย”

สิ่งบันเทิงคลายเครียดที่สำคัญมีเพียงทีวีก่อนนอน “ถ้าได้ดูหนังฟังเพลงก็พอคลายทุกข์ แต่ถ้าดูหนังซ้ำเรื่องเดิมๆ วนไปวนมา ดูรายการน่าเบื่อ ยัดเยียดให้ดู ก็จะยิ่งเครียด” อดีตนักโทษรายนี้กล่าว พร้อมแสดงความแปลกใจว่า “ออกมางงมาก หนังใหม่ซีรีส์ใหม่ออกเดือนละหลายเรื่อง ทำไมไม่เปิด”

บทเรียนที่เขาอยากให้ทุกคนรู้คือ “ความทุกข์ที่สุดในชีวิตคือคุก” และความทุกข์ในคุกไม่ใช่ความลำบากทางกาย แต่มันคือ ความไม่อิสระ “ใช้ชีวิตข้างนอกลำบาก ไม่มีกิน ไม่มีที่นอน นอนใต้สะพาน แต่อิสระ ยังมีความสุขกว่า โชคดีแค่ไหนที่เราได้อยู่นอกคุก” เขากล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพประกอบจาก เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร