จากกรณีที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 ราย ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาธิการ กกต.) ประธานกรรมการ 2.พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ 3.นางสุทธิดา คงเดชา ผอ.สํานักสืบสวนสอบสวน 1 4.นายชาญชัย สมาคม ผอ.สํานักสืบสวนสอบสวน 2 5.นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญากรมสอบสวนคดีพิเศษ 6.นายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ ของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ 7.นายประเคียง เพียรดี ผอ.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน 5 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบกรณีเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.2567 ในฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหนังสือเชิญบรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกลุ่มบุคคลภายนอกซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายของพรรค เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้วมากกว่า 200 ราย ตามที่มีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 14 ก.ค. รายงานความเคลื่อนไหวภายในคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการประชุมสรุปผลการสืบสวนเรื่องฮั้ว สว. ทั้งเรื่องพยานหลักฐาน พยานวัตถุ พยานคำให้การ และการให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกดำเนินคดีมากกว่า 200 ราย โดยท้ายสุด คณะอนุกรรมการฯ มีมติพิจารณาดำเนินคดีไต่สวน จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง จำนวน 138 ราย และอีก 91 ราย บางส่วนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย กับเครือข่ายของพรรค ตามความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ในมาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา มาตรา 62 มาตรา 76 มาตรา 77 (1) เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ในขั้นตอนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น ทุกรายล้วนปฏิเสธว่าไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับขบวนการจัดฮั้ว สว.67 อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนปากคำ กลับมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตัวจริง จำนวน 4 ราย ให้การยอมรับสารภาพเรื่องฮั้ว ให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก
รายงานคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ระบุอีกว่า ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. คณะอนุกรรมการฯ จะมีการประชุมสรุปสำนวนการสืบสวนและไต่สวน พร้อมคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมด และความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ เตรียมเสนอสำนักงาน กกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. หรือรองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมายพิจารณา จากนั้นตามกรอบเวลาของ กกต. จึงจะเป็นขั้นตอนของทางเลขาธิการ กกต. หรือรองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมาย นำเสนอสำนวนไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ถัดไปจึงเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง จะเสนอให้คณะกรรมการ กกต. (ชุดใหญ่) ซึ่งมี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 เพื่อประธาน กกต. มีความเห็นส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหากศาลฎีกาฯ รับฟ้อง จะมีผลให้ สว. ที่ถูกฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
“จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมาย พ.ร.ป.สว.61 มีเพียง 229 ราย ไม่มีเพิ่มเติมอีกแล้ว และการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก็ครบกรอบเวลาเรียบร้อยแล้ว ส่วนถ้าเมื่อสำนวนไปถึงชั้นคณะกรรมการ กกต. (ชุดใหญ่) จะยังมีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี 229 ราย หรือลดลงหรือไม่นั้น ก็เป็นดุลพินิจพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. (ชุดใหญ่) ต่อไป” รายงานคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ระบุปิดท้าย
สำหรับรายละเอียดตามกฎหมาย พ.ร.ป.สว.61 ซึ่งคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน พิจารณาดำเนินคดีผู้กระทำผิดทั้ง 229 ราย ได้แก่ มาตรา 70 “ผู้สมัครผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี” ประกอบมาตรา 36 “ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้สมัคร จะช่วยเหลือผู้สมัครในการแนะนำตัว ต้องปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง”
มาตรา 62 “เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้นั้นกระทำความผิดให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอยู่ในบัญชีสำรองด้วย และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้นั้นกระทำความผิด ให้คณะกรรมการสั่งลบรายชื่อผู้นั้นออกจากบัญชีสำรอง และให้นำความในมาตรา 46 วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม”
มาตรา 76 กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
มาตรา 77 ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี (1) จัด ทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด.



