เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และคณะ แถลงผลประชุม กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ว่า วันนี้มีการประชุมเรื่องของพิจารณาศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากคำสั่งของการบริหาร โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ต่อการระงับการช่วยเหลือต่อผู้อพยพหรือผู้ที่หนีภัยการสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมือง โดยประเด็นหลักในการพิจารณาในครั้งนี้ อยู่ที่กรณีของผู้ที่หนีการสู้รบ ที่อยู่ในค่าย 9 แห่ง ตามแนวชายแดน ฝั่งภาคตะวันตกของประเทศไทย
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ซึ่งมีประชาชนที่อยู่ในค่าย ที่ตัวเลขยังไม่เป็นทางการคือ 100,000 กว่าคน โดยตัวเลขทางการประมาณราว ๆ 80,000 คน ซึ่งก็ต้องดูว่าตัวเลขไหนตรงที่สุด แต่เชื่อว่ามีประชาชนนับ 100,000 คน ที่อยู่ในค่ายนั้น และทันทีที่มีการตัดในเรื่องของงบประมาณ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการช่วยเหลือต่างๆ เช่น ทางสาธารณสุข อาหาร ที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน ประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งงบประมาณตรงนี้จะถูกตัดในทันที หมายความว่าหากผู้ลี้ภัยเจ็บป่วยไม่สบายก็จะมีปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดในเรื่องของการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ซึ่งหมายความว่าเรากำลังจะพูดถึงความเสี่ยงและความเป็นไปได้ อาจจะทำให้ผู้ที่หนีภัยการสู้รบ ที่แต่เดิมอยู่แต่ในค่าย อาจจะมีความจำเป็นที่อาจจะต้องหนีออกจากค่าย การที่เราจะหนีออกจากค่าย แสดงว่ากำลังเจออยู่กับภัยความมั่นคง ที่จะเกิดขึ้นในรูปแบบเดิม การที่จะส่งผู้อพยพให้กับประเทศเมียนมา เพราะผู้อพยพกลุ่มนี้อยู่ในประเทศประเทศไทยมากกว่า 30 ถึง 40 ปี
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งมีกรณีที่เด็กเกิดขึ้นในค่าย และเขาไม่เคยรู้ว่าภูมิลำเนาเป็นอย่างไร ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น การหวังพึ่งว่าเราจะส่งไปประเทศที่สาม ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก เชิงปัญหาทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องหาแนวทางที่จะต้องแก้ไขโดยเบื้องต้น ที่มีข้อเรียกร้องจากภาคประกันสังคมที่มีการมายื่นหนังสือที่ผ่านมา ตนคิดว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานจาก สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทั้งสองหน่วยงานนี้มีแนวทางที่ชัดเจน เพราะมีหลักการที่จะให้ผู้ลี้ภัยสามารถที่จะยืนด้วยตนเองได้ เพราะการที่เขายืนได้ด้วยตัวเองจะเป็นการประหยัดงบประมาณภาษีประชาชนได้
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ หากมีการจัดการที่ดีและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการแย่งงานคนไทย ซึ่งยอมรับว่าในวันนี้ เรามีแรงงานที่จำกัดอาจจะทำให้นักลงทุนมีการทบทวนเรื่องของการลงทุนในประเทศไทย หากเราเปลี่ยนจุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็งได้ จะส่งผลบวกในเรื่องของเศรษฐกิจ รวมถึงหากบริหารจัดการให้ดีได้ จะสามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ โดยทาง สมช. จะมีการนัดประชุมที่สำคัญในวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งทาง กมธ.ความมั่นคงฯ ได้มีการว่าเสนอจะส่งตัวแทนไปให้ข้อมูลและร่วมประชุมกับ สมช. เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ทันที
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทันทีเมื่อเดดไลน์ วันที่ 31 ก.ค. 2568 จบลง ซึ่งจะไม่มีเงินจากหน่วยงานในด้านสาธารณสุข อาหาร ของผู้ลี้ภัย เราจะสามารถมีมาตรการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้อย่างราบรื่นได้หรือไม่ และย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในสัปดาห์หน้าการประชุมจะมีการติดตามอย่างต่อเนื่องในเรื่องของความขัดแย้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทางกรรมาธิการเรามีมติเรียกบุคคลต่าง ๆ มาร่วมประชุม อาทิ รักษาการนายกรัฐมนตรี, รมว.ต่างประเทศ, เลขาธิการ สมช., รมช.กลาโหม ในฐานะเป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์, รองจเรตำรวจ, ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, ประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและผู้แทนจากมูลนิธิอิมมานูเอล
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า รวมถึง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ยังมีมติเรียก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม เข้าชี้แจงในกรณีคิดเสียงสนทนากับสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งเราพิจารณาแล้วเห็นว่าคลิปเสียงดังกล่าว ไม่มีใครสามารถตอบคำถามแทนได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศที่มาชี้แจง ก็พูดในทำนองว่าการกระทำของ น.ส.แพทองธาร ผิดโพรโทคอลของการพูดคุยที่ปกติ แล้วกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเป็นคนดูแล
การเรียกเข้ามาประชุมในครั้งนี้ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากจาก น.ส.แพทองธาร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอาศัยตามมาตราที่ 6 คือ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ มีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำ หรือในเรื่องพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงที่ศึกษาอยู่นั้นได้ ซึ่งเป็น พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะ กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568
ด้านนางปทิดา กล่าวว่า จากสถานการณ์บริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ที่มีการอัปเดตใหม่อยู่ตลอดเวลาซึ่งเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2568 มีผู้หญิงฝั่งกัมพูชา ได้มาต่อว่าทหารฝั่งประเทศไทยของเราทำให้เกิดความตื่นตระหนก และต้องมีการขอให้นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวปราสาทต้องย้ายออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นความตื่นตระหนกของพี่น้องในพื้นที่และการสื่อสารออกไปคนที่รับข้อมูล ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ ตนเองค่อนข้างที่จะเป็นห่วง ต่อมาเป็นเรื่องของความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็น จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ
นางปทิดา กล่าวอีกว่า ตนเองมองเห็นตั้งแต่วันที่ น.ส.แพทองธาร ได้ไปจังหวัดสุรินทร์ เพื่อดูหลุมหลบภัยและได้มีการระบุว่า ให้จัดการและให้มีความปลอดภัยมากขึ้น สำหรับงบประมาณกลางที่สามารถใช้ได้ง่ายและได้สะดวกอนุมัติไปทำหลุมหลบภัยให้กับโรงเรียน เพราะโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ถือว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีหลุมหลบภัย แต่เราก็รอจนถึงวันนี้ ซึ่งก็ไม่มีการอนุมัติงบประมาณลงไปในพื้นที่ตามแนวชายแดนเลย ซึ่งทุกวันนี้ที่ออกข่าวทุกอย่างเป็นการบริจาคการขอรับการสนับสนุน
นางปทิดา กล่าวอีกว่า วันนี้ในฐานะที่ตนเองเป็น สส. พื้นที่ชายแดนของ จ.สุรินทร์ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยของประชาชนให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ประชาชนฟังข่าว แทนที่ท่านมีแนวความคิดอยากจะย้ายข้าราชการหรืออะไรหลายๆ อย่าง แต่เรามองว่าปัญหาที่พวกเราเจอ มันน่าจะเป็นปัญหาใหญ่พอกับปัญหายาเสพติด ที่ น.ส.แพทองธาร เรียกประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในวันพรุ่งนี้ (18 ก.ค. 2568) จึงอยากให้เล็งเห็นถึงความสำคัญชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน วันนี้เราอยู่บนความเสี่ยงการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ อาจจะเจรจากันได้ แต่เราไม่ทราบว่าวันนี้การกระทบกระทั่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากกว่านี้หรือไม่
นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เราอยากได้ความคืบหน้า และอยากได้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะก่อนหน้านี้เขาพูดถึงเรื่องเซลล์บรอดคาสต์ การแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที ซึ่งการได้รับการเตือนอย่างเป็นทางการที่ไม่ใช่เป็นข่าวลือ หรือเป็นลักษณะในการพูดกันปากต่อปาก ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเราอยู่ในยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีมากมายและสามารถใช้ประโยชน์ได้ จึงอยากให้รัฐบาลสื่อสารเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การจะให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไปสื่อสารอย่างเดียว คงไม่ครบถ้วนทุกมิติ
เมื่อถามว่าการใช้อำนาจเรียก น.ส.แพทองธาร หากไม่มาจะมีผลอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าไม่มาจะต้องมีการชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมสภาในห้องใหญ่ ว่าเหตุและผลอะไรที่ไม่มา ซึ่งในกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ กมธ. จะต้องชี้แจงต่อสภา เราคงได้มีการถามต่อไป ประชาชนเขาจะได้รู้
“สัปดาห์ที่แล้ว เราเชิญท่านไปแล้วครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาก็พยายามพูดเรื่องนี้ แต่ไม่เคยได้สัญญาณ ไม่ได้อะไรเลย ถ้าเกิดว่าท่านไม่มา แล้วท่านบอกว่าท่านจะมาในวันนี้ ถ้าจะมาวันนี้ เรายินดี แต่วันนี้เราติดต่อไปแล้ว ขอความร่วมมือแล้ว ท่านไม่ให้ความร่วมมือ เราต้องใช้อำนาจเรียกตามกฎหมายใหม่” นายรังสิมันต์ กล่าว



