เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.พิศมัย เรืองศิลป์ ผอ.สำนักการศึกษา (สนศ.) กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดทุกประเภท รวมทั้งการกวดขันไม่ให้จำหน่ายยาเสพติด สารเสพติดและควบคุมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาเสพติดทุกประเภทบริเวณโดยรอบโรงเรียนสังกัด กทม. ว่า สนศ. ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงเรียนสังกัด กทม. โดยเฉพาะการจำหน่ายยาเสพติดในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น เยลลี่กัญชา ยาเสพติดที่มีลักษณะคล้ายตัวการ์ตูน หรือArt Toy ยาเสพติดในรูปแบบขนมที่อาจดึงดูดความสนใจของเด็กและเยาวชน
จึงให้โรงเรียนดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการตรวจสอบ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่เทศกิจในพื้นที่ ตรวจตราพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมเฝ้าระวังในช่วงเวลาเสี่ยง มีการตั้งจุดตรวจกระเป๋านักเรียนในช่วงเวลาเช้า และสอดส่องดูแลในช่วงเย็นที่นักเรียนเดินทางกลับจากโรงเรียน เพื่อลดความเสี่ยงการเข้าถึงยาเสพติด ถือเป็นมาตรการป้องกันที่จำเป็นสำหรับพื้นที่โดยรอบโรงเรียนที่อาจเกิดการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย หากพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
รวมทั้งดูแลช่วยเหลือนักเรียนระหว่างที่อยู่ในโรงเรียน โดยครูที่ปรึกษาและครูที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน ช่วยสอดส่องดูแลติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากมีนักเรียนที่แสดงอาการเสี่ยง หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะใช้ยาเสพติด โดยให้คำปรึกษาหรือในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจะประสานส่งนักเรียนไปยังศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ หรือโรงพยาบาล เพื่อรับการดูแลต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังวางแนวทางป้องกันและดูแลนักเรียนจากการเข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดในโรงเรียนในสังกัด กทม. โดยติดตามพฤติกรรมนักเรียนอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิต เพื่อช่วยให้เรียนรู้การตัดสินใจที่ดี และป้องกันการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ส่งเสริมสร้างสำนึกในตัวนักเรียนให้มีความเข้าใจถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติด รวมถึงพิจารณาลงโทษอย่างเหมาะสมหากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจะลงโทษตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างเป็นธรรม
พร้อมจัดการดูแลและให้ความช่วยเหลือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้นักเรียนสามารถฟื้นฟูตัวเองและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษา ทั้งด้านการบำบัดและการฟื้นฟูพฤติกรรม เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวและกลับมามีชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีโอกาสเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดในอนาคต.



