น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเงินฝากประชาชนรายย่อยช่วง 9 เดือน หรือตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.64 มียอดคงค้าง 8.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 63 ที่มียอดเงินฝากคงค้าง 8.27 ล้านล้านบาท คาดว่าเงินฝากรายย่อยสิ้นปี 64 จะอยู่ที่ 8.66 ล้านล้านบาท เติบโต 4.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังคาดอีกว่าในปี 65 เงินฝากรายย่อยจะมียอดคงค้าง 9.05 ล้านล้านบาท เติบโต 4-5% หรือเพิ่มขึ้น 3.8 แสนล้านบาท
ทั้งนี้เงินฝากรายย่อยที่เพิ่มขึ้น 3.8 แสนล้านบาทในปี 65 ถือเป็นระดับที่กลับมาปกติอีกครั้ง จากเศรษฐกิจไทยดีขึ้นและฟื้นฟูในปี 65 รายได้คนกลับมาเป็นปกติ ทำให้จังหวะการออมกลับมาเป็นปกติ หลังจากคนไทยได้เจอกับการระบาดของโควิด ทำให้ในปี 63 ซึ่งเป็นปีแรกที่โควิดระบาดในไทยเป็นปีแรก ซึ่งในปี 63 มีเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนล้านบาทในปีเดียว เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีความเสี่ยงจากการลงทุน มีความไม่แน่นอน ทำให้นักลงทุนและคนไทยได้ขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมาเก็บไว้ในเงินฝากธนาคารเพื่อหลบภัย
อย่างไรก็ตามเงินฝากที่เพิ่มขึ้นในปี 63 ถึง 8 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง มีเงินค่อนข้างมาก ดูได้จากวงเงินต่อบัญชี กลุ่มคนที่มีเงินฝากต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อบัญชี เพิ่มขึ้นเพียง 1.9 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนที่เหลืออีกกว่า 7.8 แสนล้าน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีวงเงินต่อบัญชีสูง 1-10 ล้านบาท และตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท ทำให้เห็นว่าเป็นเงินจากกลุ่มคนที่นักลงทุนขายสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทนแล้วและบางส่วนขายเพราะสินทรัพย์เสี่ยงมาเก็บไว้ที่เงินฝากจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
“สถานการณ์ปกติของเงินฝากบัญชีรายย่อยในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2-3 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันในปี 64 เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงปี 65 ต่างจากปี 63 แค่ปีเดียวที่เพิ่มถึง 8 แสนล้านบาท จากคนรวยขายเงินลงทุนมาพักไว้ที่เงินฝากแทน เพราะโควิดปีแรกเมื่อปี 63 ตลาดทุนไม่ได้ปกติ แต่ปัจจุบันตลาดทุนไม่ได้ผันผวนแล้ว เงินฝากก็จะเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจที่ปกติ”
น.ส.กาญจนา กล่าวว่า เงินฝากรายย่อยเมื่อปี 63 เพิ่มขึ้น 8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีต่ำกว่า 5 หมื่นบาท เพิ่มขึ้น 1.9 หมื่นล้านบาท, เงินฝาก 5 หมื่นถึงไม่เกิน 2 แสนบาทต่อบัญชี เพิ่มขึ้น 3.4 หมื่นล้านบาท, ตั้งแต่ 2 แสนบาทถึงไม่เกิน 5 แสนบาท เพิ่มขึ้น 5.5 หมื่นล้านบาท, ตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึงไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5 หมื่นล้านบาท, ตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึงไม่เกิน 10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.86 แสนล้านบาท, ตั้งแต่ 10 ล้านบาท ถึงไม่เกิน 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9 แสนล้านบาท และมากกว่า 50 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.1 หมื่นล้านบาท



