สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ว่านายฮัมซา อัล-มุสตาฟา รมว.ข่าวสารซีเรีย ยืนยันการหยุดยิงระหว่างกลุ่มนักรบชาวดรูซกับชาวเบดูอิน ในเมืองสไวดา ทางตอนใต้ของประเทศ เริ่มเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยกองทัพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงซีเรียมีส่วนร่วมกับการหยุดยิงดังกล่าวซึ่งเป็นระยะที่หนึ่ง และกล่าวถึงการหยุดยิงระยะที่สอง จะมีการเปิดระเบียงมนุษยธรรมในพื้นที่
A fragile truce is holding in Sweida between Syrian government forces and Druze factions. Israel claims its attacks on Syria are to protect the Druze, but not everyone is convinced pic.twitter.com/5AuLw4fmLs
— TRT World (@trtworld) July 18, 2025
ทั้งนี้ องค์กรสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรีย (เอสโอเอชอาร์) รายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงที่เมืองสไวดา ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่อย่างน้อย 940 ราย แบ่งเป็นนักรบชาวดรูซอย่างน้อย 326 ราย พลเมืองชาวดรูซอย่างน้อย 262 ราย ทหารซีเรียซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า เข้าไปควบคุมสถานการณ์ เสียชีวิตอย่างน้อย 312 นาย และนักรบชาวเบดูอิน-สุหนี่ อย่างน้อย 21 ราย
"The Syrian state is committed to protecting all minorities… No one will escape accountability."
— Al Arabiya English (@AlArabiya_Eng) July 19, 2025
Syrian President Ahmed al-Sharaa urges all parties to fully respect the truce.#Israel #Syria #Ceasefire pic.twitter.com/Kuw7JxD8Qa
ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งอ้างว่า เพื่อปกป้องชาวดรูซที่มีความเกี่ยวโยงกับชาวดรูซในอิสราเอล ส่งผลให้ทหารซีเรียเสียชีวิตอย่างน้อย 15 นาย ด้านนายกีเดียน ซาร์ รมว.การต่างประเทศอิสราเอล วิจารณ์มาตรการของรัฐบาลซีเรียว่า “ทำให้การเป็นชนกลุ่มน้อยในซีเรียตกอยู่ในอันตราย”
แม้ประธานาธิบดีอาเหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรีย ประกาศการหยุดยิงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่เอสโอเอชอาร์รายงานว่า การปะทะกันทางเชื้อชาติและศาสนายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยชนวนเหตุของเรื่องนี้ มาจากรายงานในพื้นที่ ว่ากลุ่มชาวเบดูอินก่อเหตุปล้นทรัพย์และทำร้ายชายชาวดรูซคนหนึ่ง และสถานการณ์บานปลายกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างทั้งสองฝ่าย.
เครดิตภาพ : AFP



