เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่รัฐสภา นายชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน และรองโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร พร้อมด้วย นายณัฐพัฒน์ พัดทอง เลขานุการ กมธ.การทหาร แถลงผลคดีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นตท. ชั้นปีที่ 1 หรือ น้องเมย หลังศาลทหารชั้นฎีกา ตัดสินจำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี กับรุ่นพี่ที่สั่งธำรงวินัย จนเสียชีวิต
โดยนายชยพล กล่าวว่า การจบลงของคดีนี้และการตัดสินของศาล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการตั้งคำถามถึงการอยู่ต่อและการมีอยู่ของศาลทหาร ที่มีกรอบอำนาจในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของกองทัพ แล้วผลลัพธ์ก็กลายเป็นว่าประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือประชาชนที่เป็นคู่ขัดแย้งกับบุคลากรของกองทัพโดยตรง กลับดูเหมือนจะไม่ได้รับความยุติธรรมหรือไม่
นายชยพล กล่าวอีกว่า ตนขอพูดในมุมของโรงเรียนเตรียมทหาร ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนเตรียมทหารด้วยเช่นกัน คดีนี้มีความน่าสงสัยในหลายอย่างอยู่แล้ว การเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ของบุคคลที่เกี่ยวข้องก็มีช่องว่างหลายอย่างที่ดูเหมือนว่าข้อมูลนั้นยังไม่ถูกเล่าจนครบถ้วนทั้งหมด การลงโทษภายในโรงเรียนเตรียมทหาร โดยปกติแล้วจะมีการกำหนดกรอบที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าท่าอะไรเป็นท่ามาตรฐานที่นักเรียนเรียนสามารถทำได้ แต่ปรากฏว่าจากการสูญเสียครั้งนี้ จากคำบอกเล่าของพยานหลักฐานต่างๆ ก็เห็นว่ามีการใช้ท่าที่นอกเหนือมาตรฐานในการลงโทษ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆ นานา จนกระทั่งเกิดความสูญเสียขึ้นมา
นายชยพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เวลาที่ใช้ในการลงโทษ ก็เป็นเวลานอกเวลานอน เพราะปกติแล้วโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องนอนในเวลา 22.00 น. ซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดในเวลา 23.30 น. จากการสอบสวนผู้บังคับบัญชาก็บอกว่าตนเองไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าตัวผู้บังคับบัญชาที่มีความรับผิดชอบในการดูแลบริหารจัดการนักเรียนภายใต้บังคับบัญชา มีสิทธิที่จะพูดด้วยหรือว่าตัวเองไม่รู้ หรือมีสิทธิที่จะบอกหรือไม่ว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เพราะนั่นคือบุคลากรผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองที่กำลังทำนอกเหนือกฎ และบุคลากรใต้บังคับบัญชาที่โดนกระทำจนกระทั่งเกิดความสูญเสีย
นายชยพล กล่าวอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่กองทัพจะต้องตระหนักรู้ว่าตัวเองจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ใช่แค่เขียนไว้ในกระดาษแล้วประกาศกันเอง แต่ยังต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวดด้วยเหมือนกัน ทุกครั้งที่มีการสูญเสียเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนักเรียนเตรียมทหาร กองทัพมักจะพูดตลอดว่าตัวเองมีระเบียบชัดเจนอยู่แล้วว่าห้ามกระทำการที่ล่วงละเมิดหรือห้ามกระทำการที่เกินเลย ห้ามทำเกินกรอบอำนาจต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น และกองทัพก็จะเอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ว่ามีมาตรฐาน แต่ประเด็นคือกองทัพไม่เคยบังคับใช้มาตรฐานอย่างเท่าเทียม กลายเป็นว่าเกิดวัฒนธรรมการที่วัดใจกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไปจบที่การสูญเสียตลอด
นายชยพล กล่าวต่อว่า กองทัพเมื่อเกิดการสูญเสียแทนที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ คดีนี้กลับถูกพิจารณาในศาลทหาร ก็จะเป็นอีกครั้งที่เราย้อนรอยวัฒนธรรมทหารที่เมื่อมีคนทำผิด ก็จะตรวจสอบกันเอง เช็กกันเอง ย้ายกันเอง สรุปกันเอง และสุดท้ายก็ไม่เคยเกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นมา จึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าบุคลากรที่ทำให้เกิดการสูญเสียนั้น คนที่เป็นต้นเรื่องการพิจารณาคดีครั้งนี้ ที่บอกว่าเขารับโทษแค่ 4 เดือน 16 วัน และปรับ 15,000 บาท แล้วบอกว่าไปรับใช้ชาติต่อถือเป็นประโยชน์มากกว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ และโรงเรียนเตรียมทหารควรเป็นเซฟโซนให้นักเรียนเตรียมทหารได้เรียนรู้การใช้อำนาจตามสายทหาร เพื่อในอนาคตเป็นนายทหารที่ดีต่อไป แต่ครั้งนี้เราได้เห็นตัวอย่างแล้วว่า ยังมีวิจารณญาณไม่มากพอในการใช้อำนาจ จนก่อให้เกิดความเสียหายหรือสูญเสีย
นายชยพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างหนึ่งที่สามารถทำได้เลย คือการใช้เงินนอกงบประมาณ ประเภทที่ 2 ของกองทัพ ซึ่งควรมีไว้ใช้เพื่อดูแลกำลังพล แต่ที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นกองทัพใช้เงินส่วนนี้เลย ไหนล่ะ ที่บอกว่าทำธุรกิจกองทัพเพื่อประโยชน์ คายมันออกมา
ด้านนายเอกราช กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องที่ถูกตั้งคำถามคือโทษไม่ได้สัดส่วน และกระบวนการยุติธรรมที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้ต่อสู้ในกระบวนการพิจารณาของศาลทหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากพระธรรมนูญศาลทหาร ที่มีปัญหาหลัก คือไม่เปิดให้สิทธิผู้เสียหายที่เป็นราษฎร สามารถฟ้องทหารได้ ต้องไปฟ้องผ่านอัยการทหาร ซึ่งก็มีผู้คัดกรอง แม้กระทั่งจะเป็นโจทก์ร่วมยังไม่ได้ โดย พรรคประชาชน และคณะกรรมาธิการการทหารฯ มีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ยื่นต่อสภาชุดนี้ไปแล้ว เพื่อแก้ไขเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถเข้าเป็นโจทก์ในคดีของศาลทหารได้ ระบบที่เป็นอยู่นี้ อยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหาร หรือรัฐมนตรีว่าการระทรวงกลาโหม รวมถึงตุลาการที่พิจารณาคดี อัยการที่ทำหน้าที่ฟ้อง ก็อยู่เป็นพรรคเป็นพวกเดียวกัน ตนจึงตั้งคำถามว่า ระบบการพิจารณาแบบนี้หรือที่สังคมต้องการ และสังคมทหารอยากให้ธำรงอยู่ เราอยากให้ศาลทหารเป็นอิสระจากอำนาจฝ่ายบริหาร และมีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลให้ได้สิทธิเท่าเทียมเหมือนศาลพลเรือน
นายเอกราช กล่าวอีกว่า มีการตั้งคำถามว่า ขณะนี้มีความพยายามของกรมพระรัฐธรรมนูญ ในการดึงอำนาจ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งบัญญัติว่า ต่อไปนี้หากมีการซ่อม หรือการธำรงวินัย จนเสียชีวิตในค่ายทหาร ในลักษณะเช่นนี้ จะเข้าข่ายการซ้อมทรมาน ซึ่งต้องไปขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะที่ผ่านมา มีแต่ปลาซิวปลาสร้อย ไม่เคยไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับใหญ่เลย แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่า ให้ลากไปถึงก็ตาม เราต้องทำให้สามารสามารถเกิดการป้องปรามได้
นายเอกราช กล่าวอีกว่า ในส่วนการลงโทษทางอาญา ตนยืนยันว่า ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องให้ได้สัดส่วนโทษ รุ่นน้องเตรียมทหาร รุ่นพี่ที่เป็นทหาร อีกหน่อยก็คงคิดว่า ไม่เป็นไร เพราะหากเกิดขึ้นในศาลพลเรือน ก็โดนโทษหนัก แต่ถ้าอยู่ในศาลทหาร ก็ไม่เป็นไร เป็นวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล เราต้องช่วยกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. แก้ไขนี้ และส่งเสียงไปถึงฝ่ายบริหาร เนื่องจากมีร่างบรรจุไว้แล้วด้วย รวมถึงมีร่างของคณะรัฐมนตรีด้วย ขอให้รีบยื่นเข้ามา รีบแก้ไข เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งศาลทหาร และศาลพลเรือน
นายเอกราช กล่าวต่อว่า ตนขอส่งเสียงไปยังกองทัพ ที่มีความพยายามจะดึงคดีจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลับไปสู่อ้อมมือในอำนาจของศาลทหาร เช่นเดิม ซึ่งสะท้อนจากคำวินิจฉัยถึงการโต้แย้งเขตอำนาจศาล ใน จ.เชียงใหม่ ด้วยการอ้างว่า พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ขัดรัฐธรรมนูญ จึงควรให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร และกรมพระธรรมนูญเอง ก็ทำความเห็นไปในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องที่ตนผิดหวังมาก และสังคมตั้งคำถามว่า สุดท้ายเราจะปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร หากคนภายใน ยังช่วยเหลือกันเอง
นายเอกราช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรายังได้มีการยื่นยกเลิกศาลทหารออกจากรัฐธรรมนูญด้วย จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันผลักดัน หากเห็นว่าเป็นปัญหา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตลอดจน พ.ร.บ. เรื่องคดีทุจริต ที่พรรคประชาชนยื่นไว้แล้ว แต่ถูกปัดตกในวาระ 3 โดยขณะนี้ มีการยื่นร่างเข้าไปใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงฝากส่งเสียงไปยังรัฐบาลว่า อยากให้ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนร่างแก้ไขทั้งหมดนี้
เมื่อถามถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลทหารของ ครม. ได้เห็นเนื้อหาของร่างหรือยัง มีความสอดคล้องกันหรือไม่ นายเอกราช กล่าวว่า มีส่วนที่เห็นด้วยกัน 3 หลักการคือ เปิดสิทธิให้ผู้เสียหาย มีกระบวนการปฏิรูปในชั้นอุทธรณ์ และฎีกา และยกเลิกเขตศาลจังหวัด แต่ฉบับของคณะกรรมาธิการการทหารฯ และฉบับของพรรคประชาชน ได้เปิดไว้ไกลกว่านั้น คือต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ หรือมีตุลาการที่มาจากศาลฎีกา ศาลปกครอง มาช่วยให้เกิดการถ่วงดุล และทำให้กระบวนการการพิจารณาของศาลทหารโปร่งใสตรวจสอบได้
เมื่อถามว่าทางคณะกรรมการธิการการทหารฯ จะสามารถผลักดันกรณีนี้ ในเรื่องอื่นได้อย่างไร นายเอกราช กล่าวว่า อย่างน้อยเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย โดยไม่ต้องรอให้มีการฟ้องร้องทางแพ่ง แต่ควรมีการแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งท่านต้องดูแลบุคลากรของท่าน เพราะจนตอนนี้ ยังไม่สามารถบรรลุในการทดแทนให้ผู้ปกครองได้ รวมถึงจะมีการผลักดัน และติดตาม เพื่อทวงคืนความยุติธรรม รวมถึงคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน อย่างเรื่องอวัยวะที่หายไป เราจะพยายามใช้กลไกสภา ในการตรวจสอบความล่าช้าของการดำเนินการ
ส่วนจะมีโอกาสเรียกหน่วยงานและญาติผู้เสียหายมาหรือไม่ นายเอกราช กล่าวว่า จะมีการส่งหนังสือ เพื่อขอความร่วมมือไป แต่คงต้องรอการหารือในคณะกรรมการธิการทหารฯ ก่อน



