ขณะนี้ สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำเนิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 พาดพิงไปยังวุฒิสภา ว่าไม่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย กระทบไปองค์กรอิสระ ว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่กินรวบประเทศ โครงสร้างอำนาจไม่ยึดโยงประชาชน วิธีแก้ไขปัญหาคือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ฟังดูก็เหมือน “วาทกรรมเก่าเล่าใหม่” กว่าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ก็มีคำครหาประเภทนี้ แต่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” อ้างว่า ฝ่ายการเมืองกินรวบประเทศ องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมระบอบสีน้ำเงินที่สุดแล้ว อาจเป็นแค่วาทกรรมคนอกหัก ที่ไม่ใช่อกหักธรรมดา แต่ไปเสิร์ฟอำนาจให้ระบอบสีน้ำเงินให้เติบโตแข็งแรงเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ “หัวหน้าเท้ง” ก็ยอมรับผลกระทบจากการตัดสินใจในวันวานย้อนกลับมาเป็นหอกทิ่มแทงคนในพรรคส้มเอง ก็ต้องก้มหน้าแก้ไขไป

ล่าสุด “สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดสูตรของพรรคส้มมาแล้ว ที่จะแก้ไข มาตรา 256 เพื่อตั้งคณะยกร่าง มี 2 แบบคือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตัวแทนเชิงพื้นที่ และ ตัวแทนเชิงประเด็น – กลุ่มอาชีพ -กลุ่มสังคม หรือ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยร่าง 1 ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้)

หากรัฐสภารับรอง 150 คน จากนั้นทั้ง 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ร. หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้ง 150 คนใหม่ ส่วนร่าง 2 ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน การคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีที่ป้องกันการผูกขาด กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ ส.ส.ร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน

พรรคส้มดึงดันให้เลือกตั้ง ส.ส.ร. เชื่อได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่า ไม่มีพรรครัฐบาลและ สว.จะให้ผ่าน เพราะจะยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า “ไม่ให้เลือกผู้ยกร่างโดยตรง” และหัวหน้าพรรคดันไปพาดพิง สว.เสียแล้ว เขาก็ไม่เอาสูตรที่พรรคส้มเสนอได้ ก็แค่โหวตเห็นด้วยกับร่างของพรรคการเมืองอื่น

สูตรพรรคส้มจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้หรือไม่นั้น ตรงนี้ไม่มีสูตรไหนทำให้การเมืองดีขึ้นได้ เพราะออกแบบมาอย่างไร ก็มีช่องทางหาวิธีไหลไปได้ ประเมินกฎเกณฑ์ ประเมินสถานการณ์ ก่อนเดินหมากเล่น ไปถึงว่าทำอย่างไรให้ได้เป็นผู้ถือกติกาคุมเกม เช่น กรณีรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่การตีความกฎหมายถูกตั้งคำถามหนัก เรื่อง “อดีตนายกฯแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร หลุดคดีซุกหุ้น จากนั้นก็เกิดข้อครหาคำว่า “ระบอบทักษิณ”อย่างที่ว่ากัน และก่อนจะมาเป็นรัฐธรรมนูญปี 60 จนกลายมาเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ตาม “หัวหน้าเท้ง”ว่า ก็เคยเป็นฉบับ “ระบอบ คสช.” มาก่อน ดังนั้น จะเรียกว่า ระบอบอะไร ก็เป็นเพียง “วาทกรรม”เท่านั้น

ลักษณะร่วมสำคัญ ของ “ระบอบ” ที่ชอบเอามาพูดถึง คือ “การตรวจสอบคานอำนาจพัง”เนื่องจากกรรมการไม่เป็นกลาง ตีความกฎกติกาได้ร้อยแปดพันเก้าวิธี ดูเหมือนไม่มีอะไรมาคานอำนาจ หรือตรวจทานการตีความดังกล่าว กระทำการแบบมุบมิบตรวจสอบ อย่างเช่น นาฬิกาเพื่อน หรือไม่แจ้งถือหุ้นแต่ไม่ใช่ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ที่ทำกันแบบเงียบฉี่ คดีความถูกใช้เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่มาขององค์กรตรวจสอบทำให้ฝ่ายการเมืองล้วงลูก หรือกินรวบได้ง่าย

ซึ่งรัฐธรรมนูญจะออกมาในสูตรใครยกร่างก็ตามแต่ ที่ต้อง “เฝ้าระวัง” ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ผู้ร่างเป็นใคร ฝักใฝ่ขั้วการเมืองแบบไหน เนื้อหาออกแบบระบบเลือกกรรมการองค์กรอิสระให้คณะกรรมการผู้เลือกมีความหลากหลาย การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระมีระบบกำกับถ่วงดุลระหว่างหน่วยงานได้ มีกระบวนการให้ประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อยื่นถอดถอนองค์กรอิสระที่ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกลัวกลั่นแกล้งเพราะการวินิจฉัยต้องเป็นธรรม

ที่สำคัญคือการทำให้ “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร” มีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้ได้ง่าย จริง ซึ่งตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่เอื้อต่อการตรวจสอบมากที่สุด.