เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ศูนย์ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงศ์วิจารณ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23), สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามแผนระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 17–23 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ภายใต้การดำเนินการเชิงรุกนี้ ได้มีการสุ่มตรวจสารเสพติดในปัสสาวะของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วทั้งจังหวัด พบผลเป็นบวกถึง 105 ราย ในจำนวนนี้มีผู้นำชุมชนอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านรวม 3 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่งและเข้าสู่กระบวนการบำบัดทันที ขณะเดียวกันจากการสุ่มตรวจพระสงฆ์ พบผลเป็นบวก 42 รูป โดยทุกรูปต้องลาสิกขาและเข้าสู่ขั้นตอนการบำบัดเช่นกัน
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า ตลอดช่วงปฏิบัติการที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 276 ราย แบ่งเป็นผู้เสพ 32 ราย และผู้ค้า 244 ราย ยึดยาบ้าได้ 11,048 เม็ด, ยาไอซ์ 36 กรัม, อาวุธปืน 49 กระบอก, เครื่องกระสุน 589 นัด และอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 1.68 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าอีก 39 ราย
นายไกรสร ยังกล่าวถึงกรณีการจับกุมอาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ถูกพบพร้อมยาไอซ์ โดยชี้ว่า “แม้ตามกฎหมายจะยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเหตุใดต้นสังกัดจึงปล่อยปละละเลย ทั้งที่มีประวัติเกี่ยวข้องตั้งแต่ปีก่อน การที่มหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการใด ๆ นำไปสู่การยกระดับจากผู้เสพเป็นผู้ค้า ผมได้ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่สภามหาวิทยาลัยเพื่อให้ทุกคณะรับผิดชอบ”
ผู้ว่าฯ ขอนแก่น กล่าวทิ้งท้ายว่า “บุคลากรในระบบราชการ โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ ต้องยึดมั่นในจริยธรรมและมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไป ข้าราชการที่เสพยาไม่ควรมานั่งทำงานในสำนักงานอีกต่อไป เราตรวจพบก็ให้ออกทันทีและส่งเข้าสู่การบำบัด ส่วนใครที่เป็นผู้ค้าโดยตรง ต้นสังกัดต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน”



