จากกรณีทหารกัมพูชาใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนไทย กระสุนส่วนหนึ่งตกใส่โรงพยาบาลพนมดงรัก อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยอย่างโกลาหลนั้น
โดยอนุสัญญาเจนีวา ตามศึกสงคราม สถานพยาบาลเป็นสถานที่ต้องห้ามในการโจมตี ตามหลักพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนั้น การโจมตีต่อสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่ใช้รักษาผู้บาดเจ็บเป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร มีกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับที่กล่าวถึงการห้ามการโจมตีต่อสถานพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวาหลายฉบับ ซึ่งมีความตกลงระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหลายฉบับที่กล่าวถึงหลักการห้ามโจมตีสถานพยาบาล ยกตัวอย่างได้ดังนี้
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 ว่าด้วยผู้บาดเจ็บ และป่วยในกองทัพในสนามรบ ค.ศ. 1949 (The First Geneva Convention for the Amelioration of the Condition of the Wounded and Sick in Armed Forces in the Field) (อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1) ระบุไว้ในข้อ 19 โดยสรุปว่า สถานประจำและหน่วยทางการแพทย์เคลื่อนที่ของบริการทางการแพทย์นั้นห้ามมิให้ทำการโจมตีเลยไม่ว่าจะในพฤติการณ์ใด ๆ และจะต้องได้รับความเคารพและความคุ้มครองจากภาคีคู่พิพาท
ไร้มนุษยธรรม! กัมพูชายิงจรวดถล่ม รพ.พนมดงรัก อพยพผู้ป่วยวุ่น หลังเหตุปะทะใกล้ปราสาทตาเมือนธม
อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม ค.ศ. 1949 (The Fourth Geneva Convention relative to the Protection of Civilian Persons in Time of War) (อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4) ระบุไว้ในข้อ 18 โดยสรุปว่า โรงพยาบาลฝ่ายพลเรือนที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และป่วยไข้ ผู้ทุพพลภาพ และสตรีที่คลอดบุตรนั้น ห้ามมิให้ใช้เป็นจุดแห่งการโจมตีไม่ว่าในพฤติการณ์ใด ๆ แต่จะต้องได้รับความคุ้มครอง
โดยการโจมตีโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง และการกระทำโดยเจตนาถือเป็นอาชญากรรมสงคราม หากประเทศใดละเมิดข้อตกลงดังกล่าวซึ่งอาจจะถูกนำไปฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในภายหลัง.
ขอบคุณภาพจากเพจ Army Military Force



