เมื่อวันที่ 24 ก.ค. เวลา 18.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2025 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินพาณิชย์ เพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลือคนไทยในประเทศกัมพูชา โดยมีนายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม และพล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และผู้แทนสายการบินพาณิชย์สัญชาติไทย ทั้ง 7 สายการบิน เข้าประชุม

สำหรับสายการบินสัญชาติไทยทั้งหมดพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยขณะนี้มี 4 สายการบิน ที่ทำการบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-กัมพูชา อยู่แล้ว ได้แก่ 1.การบินไทย ให้บริการ 16 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จำนวน 180 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน 2.ไทยแอร์เอเชีย 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จำนวน 180 ที่นั่ง ต่อเที่ยวบิน 3.บางกอกแอร์เวย์ส 40 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จำนวน 180 ที่นั่ง และ 70 ที่นั่ง ต่อเที่ยวบิน และ 4.ไทยเวียตเจ็ท 16 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จำนวน 180 ที่นั่ง ต่อเที่ยวบิน  ขณะที่อีก 3 สายการบิน ได้แก่ ไทยไลอ้อนแอร์ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และนกแอร์ พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนมายังประเทศไทย

ทั้งนี้ นายมาริษ กล่าวในที่ประชุมว่า ตนได้ใช้โอกาสการร่วมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ชี้แจงผู้นำระดับสูงของหลายประเทศถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งขณะนี้มีความตึงเครียดจากกรณีที่กองทัพกัมพูชาโจมตีฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้ทุ่นระเบิดซึ่งเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทย อีกทั้งได้เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งมีปากีสถานเป็นประธานหมุนเวียนในครั้งนี้ ซึ่งตนได้กล่าวถ้อยแถลงในนามรัฐบาลไทย ย้ำจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศผ่านการเจรจาทวิภาคีอย่างสันติ และด้วยความจริงใจ พร้อมยืนยันว่าไทยยังยึดมั่นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัดในการป้องกันตนเองจากการรุกราน

นายมาริษ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนได้หารือทวิภาคีกับนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ และผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ อาทิ รมว.ต่างประเทศปากีสถาน รมช.ต่างประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประธานภาคีอนุสัญญาออตตาวาในปีนี้ โดยฝ่ายไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงและชี้แจงเหตุการณ์ละเมิดจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่า การที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เขตแดนไทยซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในหลักสากล ทั้งนี้ไทยเปิดประตูเจรจากับกัมพูชามาตลอดด้วยท่าทีสร้างสรรค์และจริงใจ แตกต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่ไม่ให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่อประเทศที่สาม และยังพยายามบิดเบือนว่าไทยไม่ยอมเจรจาทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นความจริง

รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ความมั่นคงล่าสุดนั้น การโจมตีของกองทัพกัมพูชาในช่วงเช้าของวันนี้ มุ่งเป้าไปยังพื้นที่พลเรือนของไทย ทั้งโรงพยาบาล ห้างร้าน และบ้านเรือน ทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งหากกัมพูชายังไม่ยุติการกระทำดังกล่าว ไทยพร้อมยกระดับมาตรการป้องกันตนเองตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

นายมาริษ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอส่งความห่วงใยถึงชาวไทยทุกคนที่อยู่ในกัมพูชา อีกทั้งได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมแผนการอพยพคนไทยออกจากกัมพูชาแล้ว โดยในการประชุมร่วมกับกระทรวงคมนาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบินต่างๆ ในวันนี้ (24 ก.ค.) เพื่อเตรียมการดังกล่าว ซึ่งจะเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างกรุงพนมเปญ และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางกลับประเทศไทย และขอให้คนไทยในกัมพูชาติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

“ผมยืนยันว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการใช้วิถีทางสันติ และการเจรจาอย่างจริงใจเพื่อแก้ไขปัญหา และเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศ แต่หากมีการรุกรานต่อเนื่อง เราจะไม่ละเลยในการปกป้องประชาชนและอธิปไตยของประเทศ” รมว.ต่างประเทศ กล่าว       

ด้าน พล.อ.อ.มนัท ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีคนไทยในกัมพูชาประมาณ 500 คน ซึ่ง 300 คนมีตั๋วโดยสารเครื่องบินแล้ว ส่วนอีก 200 คน สามารถประสานงานผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ หรือกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าพร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยทุกคนให้เดินทางกลับประเทศได้ภายใน 1-2 วันนี้