จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังเกิดเหตุยิงปะทะอย่างต่อเนื่อง มีเสียงปืนใหญ่ดังสนั่นตลอดคืนที่ผ่านมา และยังมีรายงานว่าลูกปืนใหญ่ BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกลงมาหลายจุด รวมถึงบริเวณร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ สร้างความหวาดผวาให้แก่ประชาชนในรัศมีใกล้เคียง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังศูนย์อพยพใน อ.กันทรารมย์ พบว่ามีประชาชนจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ เดินทางเข้ามาพักพิงแล้วกว่า 700 คน โดยศูนย์พักพิงกระจายตามโรงเรียน วัด และ รพ.สต. ที่อยู่ใกล้เคียง โดยใช้ครัววัดในการประกอบอาหารช่วยเหลือกันเอง
โดยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระบุว่า ขณะนี้ศูนย์อพยพยังขาดแคลนอาหารและของใช้จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย รวมถึงของใช้สำหรับเด็กเล็ก

ส่วนหนึ่งในผู้อพยพ คุณยายวัย 88 ปี จาก อ.กันทรลักษ์ บอกว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่ก็ให้หลานพาหนีเลย กลัวมาก นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตแล้ว ครั้งแรกปี 54 ยังไม่รุนแรงเท่านี้ แต่ครั้งนี้แรงกว่ามาก ตอนที่ได้ยินเสียงระเบิดก็รีบเข้าไปหลบในบังเกอร์กับชาวบ้าน แล้วหนีออกมาทันที
ด้าน นางศันสนีย์ ประสงค์ อายุ 37 ปี ที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นห่วงลูกชายวัย 1 ขวบ 3 เดือน กล่าวว่า ตอนเห็นข่าวว่ามีการยิงปะทะเกิดขึ้นที่บ้าน ก็รีบกลับมาทันที เพราะห่วงลูก ห่วงพ่อแม่ แต่ตอนพากันหนีแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาด้วยเลย ตอนนี้ที่ศูนย์ขาดแคลนผ้าอ้อมเด็ก นมสำหรับเด็กเล็กมาก หลายครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ขณะที่ นางเทียน มีทรัพย์ อายุ 50 ปี เปิดเผยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ว่า เมื่อคืนตอนอยู่บ้านได้ยินเสียงปืนใหญ่ทั้งคืน หลังคาบ้านสั่นสะเทือนตลอด กลัวมาก อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องรีบหนีมา พื้นที่กันทรลักษ์ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สีแดงหมดแล้ว บ้านเงียบเหมือนร้าง คนหนีออกมาหมด เพราะไม่มีใครกล้าอยู่ เหตุการณ์ในครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 54 อย่างเห็นได้ชัด และเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ตอนที่เริ่มยิงกันตนกำลังทำงานอยู่นอกบ้าน ต้องรีบกลับไปรับลูกจากโรงเรียน เก็บของใช้จำเป็น แล้วหนีมาโดยทันที
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน ชาวบ้านจำนวนมากยังต้องพึ่งพาศูนย์พักพิง และความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและเอกชนอย่างเร่งด่วน.



