เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่นิ่ง โดยมั่นใจว่า กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่ปฏิบัติการอยู่ตามแนวชายแดน จะสามารถที่จะยึดพื้นที่ของไทยได้ ซึ่งหากไทยมีการยึดพื้นที่ ก็ถือว่าจะเป็นข้อได้เปรียบในการพูดคุยเจรจาตกลงทำให้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการจะยึดภูมะเขือ หรือยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ถือเป็นความจำเป็น เพราะถือเป็นจุดสูงข่ม เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนป้องกันประเทศของกองทัพบกอยู่แล้ว
พล.อ.เกรียงไกร กล่าวต่อว่า การตอบโต้ไปมา ย่อมมีการสูญเสีย แต่กองทัพไทยมีนโยบายแน่ชัดว่า จะไม่มีการดำเนินการกับพลเรือนของฝ่ายกัมพูชา ไม่เหมือนกับกัมพูชาที่ยิงโดยมีเป้าหมายซ่อนเร้น ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับผลกระทบ พร้อมยังชื่นชมการทำหน้าที่ของทหารแนวหน้า ที่ได้เสียสละมาตั้งแต่ต้น
พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวถึงการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีมาเลเซียเป็นตัวกลางว่า เป็นสัญญาณบวก และแสดงความหวังว่า สถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อมีหลายประเทศเข้ามามีบทบาท เช่น สหรัฐและจีน แต่สุดท้ายแล้ว ทุกสงครามต้องจบที่การเจรจา ไม่ใช่การตอบโต้กันไปมา ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และไทยควรได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะการรักษาพื้นที่คือหัวใจสำคัญ และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งมีความแม่นยำสูง และไม่ควรส่งมอบพื้นที่ที่เรายึดคืนกลับไปอีกโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ
ส่วนข้อเสนอของวุฒิสภานั้น พล.อ.เกรียงไกร ยืนยันถึงการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 และเรียกร้องให้มีการทบทวน MOU ฉบับที่ 43 และ 44 ซึ่งอาจต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาใหม่ หรือแม้แต่พิจารณายกเลิกหากขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ
เมื่อถามถึงท่าทีของสหรัฐ ที่ระบุจะไม่เจรจาทางการค้า หากชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่สงบนั้น พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า เป็นแรงกดดันเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องรับมือ แต่ย้ำว่า หน้าที่ของทหารในแนวหน้าคือ การรักษาอธิปไตย และปกป้องประเทศจากการรุกราน แม้จะต้องสูญเสีย ต้องเจ็บปวด แต่ต้องยืนยันให้ได้ว่า การสูญเสียจะต้องไม่เสียเปล่า.



