ภายหลังจากที่กองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า กองทัพไทยสามารถยึดพื้นที่แนวชายแดนกลับคืนมาได้หลายจุด ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ของฝั่งไทย กลับกลายเป็นบรรยากาศสนุกสนาน มีการโพสต์ภาพและข้อความเชิงล้อเลียน โดยพุ่งเป้าไปที่ “หลวงตาสุจ” พระภิกษุชาวไทย ผู้เคยขอพำนักในประเทศกัมพูชา
ชาวเน็ตไทยจำนวนมาก ได้เผยแพร่ภาพตัดต่อและข้อความแซวว่า “หลวงตาสุจคือสายลับราชการไทย ปลอมตัวมาในคราบพระสงฆ์” หรือบางโพสต์ระบุว่า “แท้จริงแล้วหลวงตา คือนายพลสุจ ส่งข้อมูลลับให้ทหารไทย” ทำให้มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายในโซเชียล
อย่างไรก็ตาม คลื่นกระแสดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในฝั่งไทย เมื่อชาวเน็ตกัมพูชานำภาพและข้อความเหล่านั้นไปเผยแพร่ต่อในกลุ่ม “Kun Khmer” พร้อมแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยหนึ่งในข้อความที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า “พระรูปนี้ทำงานให้โจรเสียม เขมรต้องขับไล่พระเสียมคนนี้ออกจากแผ่นดินของเรา”
แม้กระแสโซเชียลจะร้อนแรงเพียงใด แต่เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 30 กรกฎาคม เฟซบุ๊กที่เชื่อว่าเป็นของหลวงตาสุจ ในชื่อ “Such Naja” ได้เช็กอินอยู่ที่ประเทศแคนาดา ท่ามกลางข้อสงสัยว่า ท่านได้เดินทางออกจากประเทศกัมพูชาแล้วจริงหรือไม่
สำหรับหลวงตาสุจ เคยเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวพุทธฝั่งอีสาน แต่ภายหลังกลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ท่านถูกขับออกจากวัดป่าหนองแคร่ ตำบลกระสัง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยเหตุละเมิดพระวินัย และมีพฤติกรรมที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธ
ก่อนหน้านั้น หลวงตาสุจเคยไลฟ์สดแสดงความไม่พอใจต่อชาวสุรินทร์ พร้อมกล่าวในลักษณะรุนแรง ต่อมาจึงเดินทางออกนอกประเทศ โดยขอไปอยู่ในกัมพูชา พร้อมประกาศชัดว่าจะไม่กลับมาไทยอีก หากถูกส่งกลับก็จะจบชีวิตตนเอง
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม หลวงตาสุจเดินทางถึงกรุงพนมเปญ โดยมีรองผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ และในวันถัดมา ได้รับการต้อนรับจากนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต รวมถึงได้รับการกล่าวถึงจากนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ที่แสดงเจตนารมณ์ขอพระราชทานสัญชาติกัมพูชาให้
หลังจากนั้น ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาควัน เขตตวลโกก กรุงพนมเปญ จนกระทั่งมีข่าวล่าสุดว่าได้เช็กอินในประเทศแคนาดา แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าเดินทางออกนอกกัมพูชาอย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่สถานการณ์ในโลกออนไลน์ กลับสะท้อนความเข้าใจผิดและความเปราะบางของการใช้โซเชียลมีเดียในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ



