เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เวลา 12.30 น. นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แถลงถึงกรณีมีการส่งต่อข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย ว่าโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ไม่รับรักษาผู้ป่วยชาวกัมพูชา ว่า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางโซเชียลฯ กระทบความเชื่อมมั่นต่อโรงพยาบาล ดังนั้นตนขอชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหนังสือที่สื่อสารกันภายใน เพื่อปรับระบบบริการ โดยอยู่บนสถานการณ์ที่โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ส่งต่อ หรือส่งตรง จึงต้องปรับภารกิจในช่วงเวลานี้ เพื่อเน้นระดมทรัพยากรเพื่อดูแลผู้ป่วยที่บาดเจ็บมาจากชายแดน ดังนั้น บทบาทโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จึงสื่อสารกันภายใน ว่าจะลดงานบริการที่ไม่จำเป็น ที่ไม่อ่อนไหวลง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นที่มาที่ไปของการระดมทรัพยากรทุกอย่าง หนึ่งในนั้นคือ โอพีดีพรีเมียม (คลินิกนอกเวลาพิเศษ) ซึ่งเมื่อมีสถานการณ์แบบนี้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเราเห็นตัวเลขรับบริการลดลงเหลือ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงมีการปรับการสื่อสารภายในตามหนังสือที่ปรากฏตามข่าว มีการปิดโอพีดีพรีเมียม แต่ก็มีการสื่อสารออกไปนอกวงโรงพยาบาล ทำให้เกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนไป
นพ.มนต์ชัย กล่าวว่า เรายังเน้นย้ำเรื่องหลักคิดและหลักปฏิบัติของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 1.เรื่องมนุษยธรรม ทางโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ยังยืนยันรับผู้ป่วยหากมีความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เป็นข่าว คือกัมพูชาไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ หรือมาจากพื้นที่อื่นๆ และจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุขโดยเฉพาะภาวะฉุกเฉิน เราก็มีช่องทางในการดูแลและรับผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ ส่วนผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังรักษาอยู่ใน รพ. เราก็ดูแลตามหลักมนุษยธรรมเช่นเดิม แต่ต้องดูแลความปลอดภัยต่อเขาด้วย จึงมีมาตรการในการดูแลจำกัดพื้นที่ในการดูแล โดยเฉพาะที่ไปที่มาของล่ามและญาติ เพราะจะย้อนไปถึงเรื่องของความปลอดภัยด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องหลักมนุษยธรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ยังยึดหลักนี้ไม่ว่าเป็นคนชาติไหน ชนชาติไหน อายุอย่างไร โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายปลายทาง
2.ด้านความปลอดภัย จะแบ่งเป็น ด้านที่ 1 สถานที่ เนื่องจากโรงพยาบาลของเราต้องยึดอยู่ เพื่อเป็นที่พึ่งในเขตบริการสุขภาพในภูมิภาคแห่งนี้ แต่สถานที่ใกล้เคียงก็มีความสำคัญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.ค. มีสัญญาณเหนือพื้นที่ ทำให้เราต้องระวังความเสี่ยง เราจึงต้องดูแลเรื่องล่าม ญาติ ผู้ป่วย คือเรื่องมนุษยธรรมเราก็ยังมีอยู่ และก็ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย ส่วนด้านที่ 2 ความปลอดภัยของบุคลากร รวมถึงผู้ป่วยทั้งคนไทย และเชื้อชาติอื่น ซึ่งรวมถึงคนกัมพูชา เราก็ประเมินเหมือนกันว่าเขามีความเสี่ยงอะไรบ้าง รวมทั้งการรักษาพยาบาลเราจะทำให้ดีที่สุด
ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏผ่านโซเชียลฯ มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ รพ. เรายังยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อดูแลรักษาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ทหาร หรือเชื้อชาติใด เรายังยึดหลักมนุษยธรรม และประเมินความปลอดภัยไปในตัว

นอกจากนี้ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า จากประเด็นการเผยแพร่ภาพและข้อความที่เกี่ยวข้องกับหนังสือแจ้งเวียนภายในโรงพยาบาล เรื่อง “การยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชาและการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา” และมีการแชร์ตามสื่อโซเชียลฯ ต่างๆ ทำให้เกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อน ทางโรงพยาบาลจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.โรงพยาบาลให้การดูแลผู้ป่วยกัมพูชา เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม ผู้ป่วยรายเดิมที่ยังนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้บริการโดยปกติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ งดรับยาแทน เนื่องจากมีข้อจำกัดการจัดส่งยาข้ามแดน ทำให้มียาตกค้างจำนวนมาก ผู้ป่วยกัมพูชารายใหม่ พร้อมให้บริการตามหลักมนุษยธรรม โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน
2.โรงพยาบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ญาติ และบุคลากรโรงพยาบาล 3.โรงพยาบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของสถานที่และบริเวณใกล้เคียง ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นพื้นที่ชายแดน 4.การให้บริการของโรงพยาบาลในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ทำให้ต้องปรับการให้บริการที่ไม่เร่งด่วนบางประการลง เช่น การเลื่อนผ่าตัดกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน งดบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC Premium) ซึ่งเป็นการบริหารทรัพยากรภายในเพื่อปรับภารกิจและรูปแบบการให้บริการ และ 5.การปฏิบัติงานของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชา (ล่าม) งดปฏิบัติงานชั่วคราว เนื่องจากมีผู้ป่วยชาวกัมพูชาจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย .



