เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน มีวาระพิจารณาศึกษากรณีนายภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร หมดสติและเสียชีวิตภายหลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกองบัญชาการกองทัพไทย

โดยนายวิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า มีการเชิญตัวแทนจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชต่างๆ ที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าครอบครัวของนายภัคพงศ์เรียกขออวัยวะภายในคืน แต่ผลตรวจดีเอ็นเอที่ออกมากลับไม่ตรงกับของนายภัคพงศ์ ต่อมามีการแจ้งความ จึงต้องมีการตรวจสอบกรณีดังกล่าว นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบเรื่องคำพิพากษาของศาลทหารที่ออกมาว่าให้รุ่นพี่คนดังกล่าวจำคุกเพียงแค่ 4 เดือน 16 วันนั้น มีนักวิชาการระบุว่าเป็นการพิจารณาแค่คดีทำร้ายร่างกายเพียงเท่านั้น แต่กรณีที่กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น อาจจะสั่งไม่ฟ้อง ทำให้คำพิพากษามีเฉพาะของการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคมมากเช่นนี้

เมื่อถามว่า การพิจารณาในวันนี้จะทำให้คดีไปต่อได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่ามีประเด็นที่ต้องตรวจสอบในเชิงลึกคือเรื่องของอวัยวะที่ใช้ในการพิสูจน์ในทางนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์ ว่าตกลงแล้วสูญหายจริงหรือไม่ ทั้งนี้หากเราได้ติดตามการให้สัมภาษณ์ของครอบครัวนายภัคพงศ์ก็จะมีคำพูดต่างๆ นานาที่เข้าข่ายการทำร้ายจิตใจว่าเอาอวัยวะไปทำไม เอาไปแล้วได้ประโยชน์อะไร ซึ่งอวัยวะต่างๆ นั้นจะนำไปสู่การพิสูจน์ได้ว่าการเสียชีวิตนั้นมาจากเหตุใด แต่เมื่อหลักฐานต่างๆ เหล่านั้นสูญหายไปก็ทำให้ความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมของศาลทหารได้รับความกระทบกระเทือนและถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเป็นมุมกว้าง

ต่อข้อถามว่า หมายความว่าอวัยวะอาจจะมีผลต่อการเสียชีวิตใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีผลอย่างมาก เพราะในการชันสูตร การตรวจสอบในขั้นตอนนิติวิทยาศาสตร์ล้วนนำมาสู่การรู้สาเหตุของการเสียชีวิตว่ามีความรุนแรงในลักษณะหนึ่งลักษณะใดเกิดขึ้นกับนายภัคพงศ์หรือไม่ แต่เมื่อบอกว่าอวัยวะของนายภัคพงศ์หายไปก็ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากหายไปจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ จะมีข้อหาเรื่องลักทรัพย์ และถ้าส่งอวัยวะกลับมาแล้วมีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ของนายภัคพงศ์ ก็จะเข้าข่ายทำลายหลักฐานหรือไม่ หรือเป็นการส่งหลักฐานเท็จให้กับครอบครัวของนายภัคพงศ์หรือไม่ ซึ่งมีเหตุแห่งคดีจำนวนมากที่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของนายภัคพงศ์

เมื่อถามว่า หากอวัยวะต่างๆ ของนายภัคพงศ์หายไปจริงๆ ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายวิโรจน์ กล่าวว่า คงต้องมาหากันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ฉะนั้น จึงต้องมีการเชิญตำรวจที่เป็นเจ้าของสำนวน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลว่าสรุปแล้วอวัยวะหายจริงหรือไม่ ส่งอีกส่วนที่ไม่ใช่ดีเอ็นเอของนายภัคพงศ์จริงหรือไม่ ทำเช่นนั้นทำไม กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร และตนเชื่อว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไม่น่าจะผิดพลาดกับเรื่องแบบนี้ ส่วนจะผิดพลาดจริงหรือไม่ หรือใครต้องรับผิดชอบนั้น วันนี้เราต้องมาหาคำตอบและต้องให้ความเป็นธรรม

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือสังคมต้องการทราบว่าคำพิพากษาจำคุก 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 15,000 บาทนั้น ทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีการลงโทษ มีแต่การรอกำหนดโทษ ดังนั้นคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาชั้นฎีกาของความผิดฐานใด และความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น หลุดออกจากสารบบไปในขั้นตอนไหน หรือไม่มีตั้งแต่แรก

“ผมจึงบอกว่าเป็นปัญหาของพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารตามมาตรา 49 ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมคุณแม่ของนายภัคพงศ์ไม่ฟ้องเอง ในเมื่ออัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้อง ก็เป็นไปตามมาตรา 49 ของ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพราะคนที่มีอำนาจสั่งฟ้องมีแค่อัยการศาลทหารเท่านั้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดของกฎหมายฉบับนี้” นายวิโรจน์ กล่าว.