จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 กรณีโยกงบประมาณลงพื้นที่ตัวเอง “สส.ต้า” ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเรื่องนี้ กล่าวว่า นายพิเชษฐ์ มีหมวกรองประธานสภา หมวกหนึ่งก็มีหน้าที่ที่สามารถกำหนดนโยบายเฉกเช่นเดียวกับ รมว. หรือ รมช. ที่เป็นฝ่ายบริหาร การกำหนดนโยบายนั้นไม่ได้ผิด ตราบใดถ้าไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่เหมือนชงเองตบเอง คือฉันทำนโยบายนี้ แล้วสุดท้ายไปกำกับนโยบายดังกล่าว
“ถ้าเผื่อนายพิเชษฐ์ เขาจะเอางบไปอบรมสัมมนาทั่วประเทศจริงๆ ก็อาจจะไม่ผิด แต่เขาเป็นคนสั่งการให้มีเรื่องเหล่านี้ และเอาไปลงในพื้นที่ตัวเอง คำขอมาจากชาวบ้านในเขตพื้นที่ตัวเอง แถมเรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในคำพิพากษาคำวินิจฉัยของศาล คือ ส่วนใหญ่แล้วงบที่ขอไปก็ไม่ได้ทำ แต่เอามาอ้างเฉยๆ อ้างกลุ่มสตรี เยาวชน และประชาชน แต่สุดท้ายแปรเปลี่ยนงบประมาณไปออกแบบทำเรื่องอย่างอื่น เราเข้าไปพยายามระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย ขอเอาไว้อย่าง แต่เอาไปทำอีกอย่างหนึ่ง มันก็ไม่ตรงปก คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม”
“เรื่องนี้ มีข้าราชการรัฐสภาเขารู้สึกว่าเดือดร้อนมาก การมีเรื่องที่จะทำให้เขาสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดต่างๆ เขาได้ทักท้วงไว้แล้วตั้งแต่ต้น ผมไม่ได้เป็นคนทำข้อมูลหรือชี้เบาะแส แต่มีคนทำข้อมูลและมาผ่านช่องทางผม เพื่อใช้เวทีสภาในการอภิปรายและทำให้เป็นกระแสสังคม จนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่วินิจฉัย”
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 จะเลือกกันในสภา วันที่ 7 ส.ค. นี้ เหตุที่ต้องเร่งดำเนินการเนื่องจากวันที่ 13-15 ส.ค. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 วาระ 3 หากมีประธานเพียงแค่ 2 คน คงไม่ไหว ยังไม่ชัดว่า ต้องเป็นโควตาภาคเหนือหรือไม่ ถ้าจะเสนอตนเอง ก็ขอเป็นตัวเลือกสุดท้าย
“โฆษกบรุ๊ค” ดนุพร ปุณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเสนอชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลงชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ถ้ามองว่านายพิเชษฐ์มาในสัดส่วนของภาคเหนือ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า นพ.ชลน่าน ที่เป็น สส.น่าน ก็อาจจะมีสิทธิลงชิงตำแหน่งนี้
สำหรับเรื่องเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่ “มท.อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ แล้วคืนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กว่า 5,000 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. ที่ จ.บุรีรัมย์ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องนี้มีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการแล้ว ถ้าตนยังพูดเรื่องนี้ จะเหมือนเป็นการไปปกป้องใคร เรามีความมั่นใจอยู่ ส่วนใครจะทำอะไร ถือว่าเป็นคนละยุคคนละสมัย ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย อย่าเอามาเป็นเรื่องการเมือง
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า รฟท. ยังคงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ หรือผู้รักษาราชการแทน สั่งการให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์เพิกถอนโฉนดทับซ้อนที่ดินรถไฟ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก่อน ซึ่งกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดเขากระโดงตามมาตรา 61 วรรค 8 ของประมวลกฎหมายที่ดินได้เลย รฟท. จะเจรจากับผู้อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ที่ดินภายในพื้นที่ดังกล่าวก่อนว่า ประสงค์จะย้ายออก หรือเข้าระบบการเช่าที่ดินตามระเบียบของ รฟท. หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รฟท. พร้อมเปิดทางเลือกให้สามารถเช่าที่ดินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
นายอลงกต วรกี สว. กล่าวว่า ขณะนี้ตามศูนย์อพยพต่างๆ ที่มีชายแดนติดต่อกับกัมพูชา ยังไม่ได้รับงบประมาณจากส่วนกลาง สิ่งที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า รัฐบาลอนุมัติงบช่วยเหลือให้จังหวัดละ 100 ล้านบาท และยืนยันไม่มีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณนั้น เป็นเพียงแค่หนังสือสั่งการถึงการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ตัวเงินยังไม่มีจังหวัดใดได้ ศูนย์อพยพต่างๆ ต้องใช้เงินจากตัวจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต่างๆรองรับไปก่อน จนท้องถิ่นก็แทบไม่มีเงินเหลือ แล้วยังติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่หน่วยราชการไม่ทำงานอีก ไม่รู้งบจะมาถึงศูนย์อพยพเมื่อใด
วันเสาร์ที่ 2 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยเดินทางมาชุมนุม นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่ม กล่าวว่า เรามีข้อเรียกร้องเหมือนเดิมคือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม จะต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นต้นเหตุของสงครามครั้งนี้ และพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วม และเราจะมาแสดงพลังประณามรัฐบาลและทหารกัมพูชาที่ยิงปืนใหญ่มายังโรงพยาบาล และบ้านพลเรือน สิ่งของที่รับบริจาคนั้นหลังการชุมชนในวันนี้ จะนำขึ้นรถบรรทุกมุ่งหน้าสู่กองทัพภาคที่ ให้กระจายต่อไปยังประชาชน
“เวลานี้เป็นเวลาที่คนไทยพยายามแสดงออกมากที่สุด เราต้องยืนยันว่าเราเป็นคนไทยที่อยู่แนวหลัง และอยากสื่อสารให้กำลังใจไปยังทหารแนวหน้า ไม่ได้เป็นการขัดขวางการทำงานของทหารใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้รัฐบาลกลายเป็นจุดอ่อนด้านความมั่นคง ทำให้เราต้องจัดการชุมนุมในวันนี้ขึ้น เพราะกัมพูชาถือไพ่ได้เปรียบว่ากุมความลับของรัฐบาลไว้ การสื่อสารของรัฐบาลในวันนี้ล้าหลังมาก เพราะรัฐบาลตั้งรับจนเกินไป คอยแต่จะแก้ข่าวตามกัมพูชา มาวันนี้เมื่อเกิดการสู้รบ รัฐบาลก็ไม่สามารถอธิบายสังคมโลกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในไทย กลายเป็นว่าทหารตัวที่นำการสื่อสารระดับโลกแทน”
“การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกฯ ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เดินตามเกมของคนอื่นเขา ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ต้องมีทีมงานที่สามารถดำเนินการในเชิงรุกได้ การปฏิเสธไม่ไปเจรจาเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สามารถทำได้แต่นายภูมิธรรมกลับไม่ทำ เราได้เปรียบในด้านของความสามารถของกองทัพ แทนที่จะบังคับให้กัมพูชามาพูดคุยที่ไทย แต่เรากลับยอมรับเงื่อนไขไปประเทศอื่นเป็นตัวกลางในการเจรจา เหมือนเราลดความเข้มแข็งของการเมืองลง และลดความเข้มแข็งของกองทัพลง ดังนั้น หากนายภูมิธรรมรักษาธิปไตยของประเทศไทยจริง ก็ต้องยืนยันว่าให้กัมพูชายอมแพ้ การหารือในเมืองไทย จึงจะถือไพ่ได้เปรียบมากกว่า” นายพิชิต กล่าว
“ทีมข่าวการเมือง”



