เมื่อวันที่ 2 ส.ค.พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยเรื่องที่น่าตกใจในรายการ “เรื่องใหญ่รายวัน” ทางช่อง ONE โดยระบุว่าเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงแรก มีบุคคลผู้มีอำนาจในไทยโทรศัพท์สั่งการไปยังกองทัพภาคที่ 2 ให้หยุดการปะทะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา แสดงความแข็งกร้าวต่อไทย

พลเอกรังษีกล่าวอย่างไม่สบายใจว่า การที่กัมพูชากล้ากระทำการอุกอาจเช่นนี้ เป็นเพราะมี “ไส้ศึก” ในประเทศคอยให้การสนับสนุนและมีอำนาจ ซึ่งแม้ในตอนแรกทหารไทยจะรู้สึกอึดอัด แต่ภายหลังผู้บัญชาการทหารได้ตัดสินใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว โดยคำนึงถึงอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ

“ความลับไม่มีในโลก การที่ฮุน เซน มั่นใจถึงเพียงนี้ เพราะเขามีแบ็กอัพอยู่เบื้องหลัง และมีไส้ศึกในประเทศ เขาจึงกล้าดำเนินการเช่นนี้” พลเอกรังษีกล่าว

นอกจากนี้ พลเอกรังษียังตั้งข้อสังเกตถึงการเจรจาที่ผ่านมาว่า เป็นการจัดฉากที่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ฝ่ายไทยยอมหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข และให้กัมพูชากำหนดเวลา ซึ่งสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตรงข้าม

อดีตผู้บริหาร ททบ.5 ยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน โดยประชาชนต้องเรียนรู้และตระหนักถึงสถานการณ์วิกฤตของชาติ และไม่ควรยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปอย่างเงียบๆ

“ผมยืนยันว่ามีไส้ศึกจริง ๆ ที่โทรไปสั่งห้ามทหารกองทัพภาค 2 ปะทะ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีการยิงกันใหม่ ๆ ผมทราบเรื่องนี้มานานแล้ว และจะเฝ้าดูพฤติกรรมของไส้ศึกเหล่านี้ต่อไป” พลเอกรังษีกล่าวทิ้งท้าย

พลเอกรังษียังได้วิเคราะห์ว่า การที่กัมพูชาและนายฮุน เซน ดำเนินการครั้งนี้ด้วยความมั่นใจ เป็นเพราะมีเป้าประสงค์ที่จะเปลี่ยนเส้นเขตแดน โดยปลายทางอาจมุ่งไปที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของไทยในระยะยาว

สำหรับกรณีที่สหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในภูมิภาค พลเอกรังษีเชื่อว่านายฮุน เซน ได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าจากสหรัฐฯ ซึ่งต้องการใช้กัมพูชาเป็นฐานในการโอบล้อมจีนและเกาหลีเหนือ และประเทศไทยในฐานะภูมิภาคยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเล จะต้องไม่ยินยอมให้ชาติมหาอำนาจใดเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศอย่างเด็ดขาด

ส่วนเรื่องภาษีทรัมป์ 19 เปอร์เซ็นต์ พลเอกรังษีฝากให้รัฐบาลชี้แจงต่อประชาชนว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่