วันที่ 2 ส.ค.68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อ้างข่าวว่า มีตัวแทนของรัฐบาล โทรศัพท์ไปสั่งการไม่ให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ที่ตัดสินใจในการบริหารสถานการณ์พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ยืนยันว่า ไม่มีการกระทำตามที่บุคคลนี้ได้กล่าวอ้าง ทั้งยังไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปสั่งการ ตั้งแต่เกิดกรณีไทย-กัมพูชา ในลักษณะเช่นนี้

“ฝ่ายความมั่นคง รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน รวมทั้งกองทัพ ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์อย่างมีเอกภาพ ในการปฎิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอยู่แล้ว“ พลเอกณัฐพล ฯ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า บุคคลคนนี้ ลงมาเล่นการเมือง เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คำพูดทุกคำ ย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของประเทศ แม้จะเคยเป็นทหาร แต่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำงานการเมือง การจะพูดอะไรควรเป็นความสัตย์จริงเยี่ยงชายชาติทหาร ไม่น่าจะทำตัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าที่เน้นแต่วาทกรรม สร้างประเด็นการเมือง จนไม่สนใจเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติใช่หรือไม่ จะหาซีนเปิดตัวพรรคการเมือง ก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้

นายจิรายุกล่าวว่า คำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองคนนี้ ยังมีการขยายผล บิดเบือนให้เกิดความเสียหาย โดยนำคำให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ซึ่งพูดไว้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 68 หรือเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม เรื่องการระวังสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง มาปั่นให้เข้าใจว่าเป็นไส้ศึกในเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีการปะทะ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเวลา คนละสถานการณ์

“วันนี้ถือว่าสถานการณ์ชายแดน รัฐบาลโดยกองทัพ ได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เป็นที่เรียบร้อย รัฐบาลอยู่ในขั้นตอนของการเยียวยาความสูญเสีย ฟื้นฟูพื้นที่ เฝ้าระวังรักษาอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ผ่านไปยังนานาชาติและส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์การสิทธิมนุษยชนของโลก รวมทั้งภาคีต่างๆ ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงเปราะบางของสังคมไทย ประชาชนต้องรักสามัคคี อย่าปล่อยให้เกมการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการโจมตีฐานที่มั่นและพลเรือนของไทย มีอิทธิพลเหนือเราได้ ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตาม พูดอะไรเอามัน สะใจไปเรื่อยโดยไม่มีข้อเท็จจริง รังแต่จะสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม และยิ่งจะเป็นการเข้าทางฝ่ายตรงข้ามในเวทีระดับโลกอีกด้วย “