เวทีประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 23 ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ศจย. ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้กล่าวยบนเวทีแถลงข่าว “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์”

“ที่ผ่านมาประเทศไทยมีพรรคการเมืองเสนอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้าเป็นกรรมาธิการวิสามัญ และที่ปรึกษากรรมาธิการที่พิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เราอยากให้มีกลไกการควบคุมการแทรกแซงนโยบายสาธารณะควบคุมยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในฝ่ายนิติบัญญัติ ”

นพ.ประกิต กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2546 ประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรอง อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ซึ่งมาตรา 5.3 ของอนุสัญญาฯ เรียกร้องให้ประเทศภาคีปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากการแทรกแซงของธุรกิจบุหรี่
“สมาชิกประเทศต้องไม่ให้ธุรกิจยาสูบหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการดำเนินการตามนโยบายควบคุมยาสูบ”แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินสวนทางปล่อยให้มีการแทรกแซงนโยบายสาธารณะจากภาคอุตสาหกรรมบุหรี่ อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
นี่จึงเป็นข้อเรียกร้องหนึ่งที่หมอประกิต ยืนยันหนักแน่นว่า ในอนาคต สภาฯ ควรจะต้องออกข้อบังคับไม่ให้มีการแต่งตั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้ามาเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับการพิจารณานโยบายยาสูบอีก
สำหรับความพยายามผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายนั้น พญ.โอลิเวีย ไนเวรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ตอกย้ำให้เห็นชัดว่า ปัจจุบันธุรกิจบุหรี่พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคัดค้านการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลก มีคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. 2568 ว่า “Unmasking the Appeal” หรือ กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

ดังนั้น WHO จึงสนับสนุนรัฐบาลไทยในการคงไว้ซึ่งนโยบายที่สำคัญนี้ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดพุ่งเป้าเยาวชนไทยให้ตกเป็นเหยื่อ เสพติดนิโคติน
ขณะเดียวกัน มีรายงานของสหประชาชาติ ที่เกี่ยวกับยาเสพติด ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 พบ องค์กรอาชญากรรมกับผู้ค้ายาเสพติดได้ร่วมมือกันผลิตบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาเสพติด (เอโทมิเดต :Etomidate) ส่งขายในประเทศเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด พบว่า ที่ประเทศสิงคโปร์ โดย 1 ใน 3 บุหรี่ไฟฟ้าที่วางขาย และถูกจับได้ มีส่วนผสมของยาเสพติดซึ่งในรายงานนี้คาดการณ์ว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาเสพติดอาจแพร่ระบาดมากกว่าเฮโรอีน เพราะ “เสพง่าย ไม่ต้องฉีด” นี่คือความน่ากลัวของบุหรี่ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ในเวทีแถลงข่าว ศจย. ยังได้ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ที่อดีตเคยห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แต่ต่อมาเปิดให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ ก็เริ่มพบบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติดบ้างแล้ว จนทำให้ 3 รัฐ จาก 13 รัฐ ของมาเลเซียห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมกับมีข้อเรียกร้องที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ขอให้มีการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าทั้งประเทศ
ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ล้วนสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อทุกระบบของร่างกายทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะต่อสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กและเยาวชน ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ ความจำ สมาธิ และการควบคุมอารมณ์ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลถึงไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างที่ไม่สูบ ทั้งบุหรี่มือสองและมือสาม

“นิโคตินในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นนิโคตินสังเคราะห์ที่แก้จุดอ่อนของนิโคตินธรรมชาติในบุหรี่มวน คือ ไม่ระคายเคืองคอ ดูดซึมได้ง่ายและเร็วกว่า สามารถปรับระดับนิโคตินเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 เท่าของบุหรี่มวน ทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน (EVALI) อาจจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจด้วย เนื่องจากปอดจะถูกทำลายจากการอักเสบที่รุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้”
สอดคล้องกับนพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มองว่า เมื่อใดก็ตามที่ลงไปยุ่งกับนิโคตินเมื่อไหร่ จะไม่มีเสรีภาพในชีวิตอีก!
“ 70% ของคนที่ลองสูบบุหรี่แล้ว จะเลิกไม่ได้ตลอดชีวิต เราจึงต้องปกป้องเด็ก เพราะอยู่ในช่วงตัดสินใจไม่ได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ขณะที่ผลกระทบต่อประเทศชาติ หากบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ขยายไป อายุค่าเฉลี่ยสุขภาพดีของคนไทยจะลดต่ำลงเรื่อยๆ สำหรับคนที่สูบบุหรี่ ถือเป็นการทำลายทรัพยากรบุคคล เพิ่มคนพิการให้กับประเทศ และยังเป็นการทำลายความสุขของครอบครัวอีกด้วย”
ทั้งหมด เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องรู้เท่าทันพิษภัย และกลยุทธ์ของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า



