สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า แผนการดังกล่าว ซึ่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดประกาศเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีขึ้นหลังการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่หลายคนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าหมายในการปราบปรามมหาวิทยาลัยชั้นนำของทำเนียบขาว

อนึ่ง ทรัมป์ใช้เงินทุนของรัฐบาลกลาง เป็นเครื่องมือเจรจาต่อรองกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งเขากล่าวว่ามีแนวคิดเสรีนิยมมากเกินไป และยืนกรานว่า มหาวิทยาลัยเหล่านี้ต้องยอมรับหลักสูตร การรับนักศึกษา และการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลวอชิงตันยังลดหรือระงับการใช้จ่ายสำหรับการวิจัยของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดงบประมาณในวงกว้าง นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ด้านนายจอน เลวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และนางเจนนี มาร์ติเนซ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า การปลดพนักงานในครั้งนี้ เป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ท้าทาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ทั้งนี้ เอกสารที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยื่นต่อรัฐบาลของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า พนักงาน 363 คน จะได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างครั้งนี้.

เครดิตภาพ : AFP