สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่า สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยแพร่แถลงการณ์ของนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการ แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง ต่อการที่อิสราเอลเดินหน้าแผนการ “ยึดครอง” เมืองกาซาซิตี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของฉนวนกาซา โดยวิจารณ์ว่า “เป็นการยกระดับความรุนแรงที่อันตราย” และ “สุ่มเสี่ยงสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อชาวปาเลสไตน์หลายล้านคน”


ขณะที่นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (อียู) เรียกร้องอิสราเอล “ทบทวน” แผนการดังกล่าว และย้ำว่า การยุติสงครามในฉนวนกาซา ต้องผ่านแนวทางการหยุดยิง การปล่อยตัวประกัน และการเพิ่มการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ให้แก่ประชาชนในฉนวนกาซา


ด้านนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี กล่าวว่า การตัดสินใจของอิสราเอล “เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก” และจากสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเบอร์ลินระงับการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ที่อิสราเอลอาจนำไปใช้ในฉนวนกาซา


ส่วนซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และจอร์แดน ต่างออกแถลงการณ์ประณามเช่นกัน และย้ำเตือนการปกป้องสิทธิของชาวปาเลสไตน์


ทั้งนี้ แผนการของอิสราเอลจะแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้แก่ การปลดอาวุธกลุ่มฮามาส การส่งตัวประกันทั้งหมดกลับคืนให้แก่ครอบครัว ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือเสียชีวิต การที่ฉนวนกาซาต้องเป็นพื้นที่ปลอดอาวุธ การที่อิสราเอลควบคุมความมั่นคงในฉนวนกาซา และการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนทางเลือกในฉนวนกาซา ซึ่งต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งกลุ่มฮามาส และองค์กรปลอดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ)


อนึ่ง นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า อิสราเอลต้องการ “ยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์” ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่ง “ไม่ใช่การปกครอง” แบบที่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 แล้วถอนทหารออกไปเมื่อปี 2548.

เครดิตภาพ : AFP