ภายหลัง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษ นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ในคดีน้องชมพู่ จากเดิม 20 ปีเป็นจำคุก 26 ปี แบ่งเป็น เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล จำคุก 15 ปี, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 10 ปี และอำพรางศพหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับศพ จำคุก 1 ปี ส่วนคดีของนางสมพร ยังคงพิพากษายกฟ้องเหมือนเดิม นั้น
ด่วน! พิพากษาแก้โทษคุก 26 ปี ‘ลุงพล’ เจตนาฆ่า-พรากเด็ก-อำพรางศพ คดีน้องชมพู่

นางพชรมน พชรภัสรส์ หรือชื่อเดิมคือ นางสาวิตรี วงค์ศรีชา แม่น้องชมพู่ กล่าวว่า รู้สึกพอใจ เพราะลูกได้รับความเป็นธรรมอีกครั้ง เมื่อวานก็ได้ไปบอกกล่าวน้องชมพู่แล้วว่า วันนี้จะมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา พร้อมขอบคุณทนายและทุกคนที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด
นายอนามัย วงค์ศรีชา พ่อน้องชมพู่ ระบุว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับความยุติธรรมจากคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ภาค 4

ด้าน นายพิสิษฐ์ ตรัยเจริญเมธากุล ทนายแม่น้องชมพู่ เปิดเผยว่า คดีน้องชมพู่ เดิมทีฟ้องเป็นเจตนาฆ่า แต่ศาลชั้นต้นลงว่าประมาท 10 ปี พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จาก 10 ปี เป็น 20 ปี ซึ่งโจทก์และโจทย์ร่วมไม่พอใจ ก็ได้อุทธรณ์ไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล ซึ่งทางศาลอุทธรณ์ภาค 4 ท่านก็เห็นด้วยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้นมีความผิดฐานเจตนาฆ่า และลงโทษวางโทษจำคุกไว้ 15 ปี ส่วนพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 10 ปี และกระทำการใดๆ เกี่ยวกับศพ อาจทำให้ศพเปลี่ยนแปลงไป ต้องโทษที่หนักขึ้นจากเดิม 20 ปี เป็น 26 ปี นอกจากนี้ ยังสั่งให้ชดใช้ให้โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 1,350,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 1,200,000 บาท ส่วนมาตรา 288 ลงโทษได้ตั้งแต่ประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต จำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี มองว่าพฤติกรรมจำเลยที่ 1 ร้ายแรงและโหดร้าย ส่วนปล่อยเด็กไว้บนภูเขาตั้งหลายชั่วโมงก่อนจะเสียชีวิต อยู่คนเดียวกลางป่ากลางเขา มองว่าพฤติกรรมของจำเลยเล็งเห็นได้ว่า เด็กย่อมทนทุกข์ทรมาน ซึ่งประเด็นนี้ก็จะฎีกาต่อไป
ทั้งนี้ นายไชย์พล หรือลุงพล จำเลยที่ถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 26 ปี คดีน้องชมพู่เสียชีวิต ได้ยื่นขอประกันตัว โดยศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้เสนอไปยังศาลฎีกา ซึ่งทางศาลฎีกายังไม่มีคำตอบลงมาว่าจะให้ประกันตัวในวงเงินเท่าไหร่ จึงต้องรอคำสั่งต่อไป.
หลังฟังคำพิพากษา นางพชรมน เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจเพราะเห็นว่าลูกได้รับความเป็นธรรมอีกครั้ง พร้อมขอบคุณทนายและทุกคนที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด ขณะที่นายไชย์พลอยู่ระหว่างยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป.



