นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือเฟทโก้ เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นไปได้อีก 10% แม้ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด ปรับขึ้นมาจากต้นปีแล้ว 26% ทิ้งห่างตลาดหุ้นโลกที่เติบโตเพียง 9% และมีค่าอีหรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิอยู่ที่ 16 เท่า แต่หากไม่รวมกับหุ้นเดลต้า จะพบว่าหุ้นไทยที่แท้จริงยังอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด ปรับขึ้นมา 10% ขณะที่ค่าพีอีหรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิอยู่ที่ 12 เท่าซึ่งอยู่ในระดับกลางที่ยังไม่แพงเกินไป
“เราค่อนข้างมั่นใจว่าหุ้นไทยยังสามารถไปต่อได้ และไม่ได้เป็นแค่หลุมหลบภัยระยะสั้น เพราะหุ้นราคาไม่แพง และดัชนีที่แท้จริงก็ปรับขึ้นมาไม่เยอะมาก อีกทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น คือ กลุ่มพลังงาน ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานระดับสูง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลบวกจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีเอไอ ทั่วโลก และกลุ่มพาณิชย์ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ”
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยจากสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะทำทั้งในระยะสั้นจากการดึงเงินลงทุนต่างประเทศหรือเอฟดีไอทีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนเริ่มโตขึ้น 10% จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนระยะถัดไป และยังมีนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความพยายามหลายอย่างให้ตลาดกลับมาคึกคัก รวมทั้งยังมีโครงการจั๊มพ์พลัส ของตลาดหลักทรัพย์ฯที่เป็นอีกแรงสำคัญช่วยเพิ่มมูลค่าแก่บริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่นักลงทุนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายประเทศ
นอกจากนี้ยังมีโครงการทิสาที่เชื่อว่าจะออกมาได้ในครึ่งปีหลังนี้ เพื่อพยายามดึงเงินที่อยู่ในระบบเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนที่สร้างความสภาพคล่องระยะยาว ซึ่งหลังจากเฟทโก้เข้าไปคุยกับรัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการตกลงและเห็นตรงกันแล้วว่าจะเป็นโครงการถาวรไม่เหมือนแอลทีเอฟ หรือ ทีอีเอสจี และสามารถลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายให้คนออมตัดสินใจ และสามารถลงทุนได้ทุกๆปี แยกเป็นวงเงินเฉพาะไม่รวมกับวงเงินเดิมเพื่อการเกษียณอายุ และไม่สามารถออกได้ทันทีจะต้องถือครงระยะหนึ่งก่อน



