นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น (จีจีซี) เปิดเผยว่า มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือซีแบม ของสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 66 กำลังจะพ้นระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบวันที่ 1 ม.ค. 69 นี้ ผู้ส่งออกจะต้องรับภาระเพิ่มเติมจากการช่วยจ่ายค่าใบรับรองซีแบม ให้แก่ผู้นำเข้า ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อย ขณะเดียวกันช่วงปี 69 ไทยจะเริ่มประกาศใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือพ.ร.บ.โลกร้อน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก จะส่งผลกระทบทางตรงแก่หลากหลายอุตสาหกรรมภายใต้การบังคับใช้ 3 เฟส คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมรวมกว่า 6.5 ล้านล้านบาท หรือ 37% ของจีดีพี
“พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยที่กำหนดหน้าที่ทางกฎหมาย โดยตรงต่อผู้ประกอบการเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีทั้งข้อบังคับด้านการปล่อยก๊าซฯ กลไกด้านภาษี รวมทั้งมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้คำนึงผลกระทบและต้นทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น ยังไม่ได้เริ่มเรียนรู้วิธีการบันทึกคาร์บอน รวมถึงยังไม่ได้เตรียมมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของตัวเอง ซึ่งท้ายสุดจะส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นต้องเสียภาษีคาร์บอนในอัตราที่สูง”
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบภายใต้ 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 (ปี 69) ภาคขนส่ง พลังงาน สาธารณูปโภค โลหะและอโลหะ เหล็ก อะลูมิเนียม รวมมูลค่าอุตสาหกรรม 1.71 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี เฟสที่ 2 อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ยาง พลาสติก การขุดเจาะปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เหมืองถ่านหิน กระดาษและเยื่อกระดาษ รวม 1.77 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี เฟสที่ 3 อุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รวม 3.02 ล้านล้านบาท หรือ 17% ของจีดีพี และรวมถึงภาคอุตสาหกรรมการจัดการของเสีย ที่มีมูลค่ารวมโดยประมาณอีกหลายหมื่นล้านบาท
นอกจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางตรงแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นซัพพลายเออร์ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ยังมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกฎหมายฉบับใหม่ด้วย เนื่องจากวิธีการบันทึกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะคำนวณลงไปถึงห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมจะต้องการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากซัพพลายเออร์ รวมถึงมีมาตรการคุมเข้มอื่นๆ แก่ซัพพลายเออร์ เพื่อให้ต้นทุนภาษีคาร์บอนของตัวเองลดลง
“บริษัทต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงภายใต้กฎหมายใหม่ดังกล่าว เพราะเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับทิศทางมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก ปัญหาใหญ่คือองค์กรในไทยยังขาดความรู้เรื่องกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่วิธีการตรวจวัดและรายงานคาร์บอนฟุตปรินท์ ทั้งของสินค้าและขององค์กร แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดต้นทุนภาษี เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมด้านต้นทุนและกลไกตลาด ตลอดจนปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายตรีเทพ กล่าว



