ดึงความสนใจข่าวสารการเมืองทั้งหมด มาอยู่ที่ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) กำหนดวันวินิจฉัยคดีที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณี “คลิปเสียง” สนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลได้กำหนดวินิจฉัยวันที่ 29 ส.ค. แม้สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2-3 ซึ่งหลังจากศาล รธน.ได้มีการพิจารณาและมีการอภิปราย เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณากำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจํานวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 10.30 น. พยานบุคคลที่ศาล รธน.เรียกหากไม่มาตามกําหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคลและให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 หากไม่ยื่นภายในกําหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาล รธน.นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นัดฟังคําวินิจฉัย เวลา 15.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาล รธน.

ซึ่งกำหนดนัดหมายดังกล่าว มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลจํานวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสมช. ในวันที่ 21 ส.ค. 2568 แต่ศาล รธน.นัดลงมติแล้ว นั่นหมายความว่า ตุลาการฯ มีข้อมูลเพียงพอกับการลงมติแล้ว เลยอาจถูกมองจากบางฝ่ายว่า บทสรุปอาจจะออกมาเป็นลบเลยทำให้มีการมองไปว่า หรือหัวหน้ารัฐบาลจะตัดสินใจลาออก ก่อนจะมีคำวินิจฉัยออกมา
ที่น่าสนใจคือ “สำนักข่าวอิศรา” เผยแพร่คำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร ชุดที่ 2 ที่ยื่นต่อศาล รธน. ระบุว่า ในฐานะผู้ถูกร้อง ยืนยันว่า การเจรจากับนายฮุน เซน เป็นความพยายามในการสร้างความไว้วางใจเพื่อนำไปสู่ประเด็นการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชาเท่านั้น สำหรับถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” มีแต่เพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อนซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้นเพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไข ที่จะนำไปสู่การยุติความตึงเครียดที่เกิดขึ้น

น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 (พลโท บุญสิน พาดกลาง) ว่าเป็น “ฝั่งตรงข้าม” นั้น ดังที่ได้ชี้แจงว่า นายฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พลโท บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนเองจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบ หรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ด้าน “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวถึงแผนรับมือของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย (พท.) กรณีศาล รธน.จะมีคำวินิจฉัยปมคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ว่า หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ไม่ได้ทำอะไรเอื้อกัมพูชาเลย วันนี้เราแสดงความจริงใจตั้งใจจริงของนายกฯ ให้ประชาชนเข้าใจ ถ้าอะไรเกิดขึ้นก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรียมอะไร เมื่อถามว่า สภาพจิตใจของรัฐบาลและพรรค พท.มีระส่ำบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้ทุกคนเข้มแข็ง เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ จะไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 ส.ค.นี้ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้
น่าสนใจกับคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร ที่ระบุถึงการเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเนื้อหาตอนหนึ่งพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ระบุว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามนั้น ใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบ หรือแสดงให้เห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) “นายอิทธิพร บุญประคอง” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า ภายหลังคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 สรุปสำนวนส่งไปยังรองเลขาฯ กกต.ว่า ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า ในจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ถูกร้องที่มีประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งมีบางคนได้สั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม และสั่งไต่สวนเพิ่มเติมแล้ว เมื่อถามถึงกรณีมีการท้วงติงว่า กกต.ใช้เวลาในการพิจารณานานนั้น ประธาน กกต. กล่าวว่า เวลาที่กำหนดไว้เป็นเวลาที่อำนวยความยุติธรรม มีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นร้อยคน และมีเอกสารหลายพันหน้าต้องใช้เวลา ดังนั้นกระบวนการจึงต้องใช้ความรอบคอบ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ส.ค. กกต.ได้มีมติให้ส่งเรื่องการฮั้วเลือก สว.ระดับจังหวัด ที่ จ.ยะลา ส่งศาลให้ดำเนินการโดยมีผู้ถูกกล่าวหา 32 คน เมื่อถามว่าอาจจะเป็นการมองว่ายื้อเวลาให้กับ สว.หรือไม่นั้น นายอิทธิพร กล่าวว่า อาจจะถูกมองแบบนั้นได้แต่ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ทำงานเช่นนั้น

ส่วน “ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์” สว. แถลงชี้แจงกรณี สว.จำนวนหนึ่ง ได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาขอให้ส่งคำร้องไปยังศาล รธน.เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว.136 คน สิ้นสุดลงหรือไม่ว่า ได้รับการชักชวนจาก สว.กลุ่มหนึ่ง โดยได้รับคำอธิบาย ประเด็นที่ร้องคือ ไม่ต้องการให้ สว. 136 คน ทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยมิได้อ่านข้อความในตอนต้นของเอกสาร หลังจากนั้น จึงรีบเดินทางไปจัดการกิจธุระ และได้ทราบในภายหลังว่า ข้อความในเอกสารนั้นมิได้ตรงกับคำอธิบายที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น และผู้ที่ชักชวนให้ร่วมลงชื่อ กลับมิได้ลงชื่อตนเองในเอกสารดังกล่าว ยืนยันจะทำหน้าที่ สว. ด้วยความระมัดระวัง และรอบคอบมากยิ่งขึ้น และขอเรียนสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยกับกระบวนการล่ารายชื่อ ซึ่งอาศัยความไว้วางใจเป็นเครื่องมือ ยืนยันไม่ได้ถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อแต่อย่างใด เป็นการเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น จึงขอถอนชื่อตนเองออกจากคำร้อง
ต้องรอดูกระบวนการตรวจสอบฮั้ว สว. จะได้บทสรุปเมื่อไหร่ เพราะมีผลการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งการกระบวนการรวบรวมรายชื่อ สว.เสียงข้างน้อย เพื่อให้ศาล รธน.ตรวจสอบ สว. ที่มีคดีความติดตัวจะอยู่ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเฉพาะการล่ารายชื่อให้ครบ 1 ใน 10 หรือจำนวน 20 คน

ส่วนการประชุมสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2–3 มีประเด็นที่น่าสนใจ โดย “นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายถึงงบก่อสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ว่า ใช้งบก่อสร้าง 3,832 ล้านบาท เป็นงบผูกพัน 3 ปีตั้งแต่ปี 2569-2571 เป็นอาคาร 22 ชั้น พื้นที่ 115,196 ตารางเมตร บนที่ดิน 18.5 ไร่ ในตึกมีทั้งลิฟต์ และห้องอาหารวีไอพีให้รัฐมนตรี แยกจากเจ้าหน้าที่ มีฟังก์ชันเว่อร์วัง ทั้งห้องฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย ห้องสมุด ห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องแถลงข่าว ห้องอบรม ห้องปฏิบัติธรรม และโซนดูวิวกระทรวง ใช้เงินลงทุน 5,810 ล้านบาท

นายศุภณัฐ กล่าวว่า เพื่อตึกแห่งนี้ทั้งค่าก่อสร้าง 3,832 ล้านบาท ค่าที่ดิน 2,250 ล้านบาท ค่าควบคุมการก่อสร้าง 103 ล้านบาท ค่าปรับปรุงแบบ 8 ล้านบาท แต่มีหน่วยงานที่จะมาอยู่ 5 หน่วยคือ 1.สำนักงานรัฐมนตรี 2.สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 3.กรมขนส่งทางราง 4.สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง 5.สำนักงานบริหารทรัพย์สินของรถไฟ มีเจ้าหน้าที่ย้ายมาแค่ 1,018 คน อีก 17 หน่วยงานที่เหลือ อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขสมก. ไม่มีหน่วยใดย้ายมา ถือว่าก่อสร้างใหญ่เกินความจำเป็น ยิ่งกว่านั้น ตึกมีเจ้าหน้าที่ 1 พันคน แต่มีที่จอดรถ 1,100 คัน หรือ 1 คนต่อ 1 คัน ทั้งที่อยู่ติดกับสถานีกลางบางซื่อ ล้างผลาญกันถึงที่สุด เหตุใด กมธ.งบรายจ่ายปี 69 ชุดใหญ่ แค่ปรับลดพอเป็นพิธี แล้วอนุมัติให้ผ่าน หรือมีธงอยู่แล้ว ถ้าสร้างตามความเหมาะสม จะใช้เงินแค่ 1,200 ล้านบาท แต่พรรค พท.ไปช่วยแบกตึก จนเสียเงินเพิ่ม 2,600 ล้านบาท

ด้าน “นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า ตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่คือที่สุดของงบปี 69 เหตุใดกมธ.งบฯ ชุดใหญ่ปล่อยผ่านมาได้ ตั้งงบมา 3,832 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8 ล้านบาทต่อข้าราชการ 1 คน แพงกว่าตึก สตง. 3 เท่ากว่า สร้างอย่างโอ่อ่าใช้งบล้างผลาญ ไม่เห็นหัวประชาชน มีห้องประชุมเยอะ และใหญ่มาก แต่มีพื้นที่โล่ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์เยอะมาก คิดเป็นข้าราชการ 1 คน มีพื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตร และยังยัดไส้ด้วยเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะเก้าอี้แพงเว่อร์ เช่น โต๊ะราคาตัวละ 2 แสนบาท 2 ตัว ในห้องสมุด และเก้าอี้ในห้องสตูฯ 2 ชุด ราคา 111,000 บาท หากเป็นกระทรวงอื่นที่ไม่มีรัฐมนตรีหนุนหลัง ตั้งงบมาแบบนี้อดแน่ อยากให้กลับไปออกแบบมาใหม่แล้วกลับมาขอใหม่ในปีหน้า ด้วยราคาที่เหมาะสม เพราะโอ่อ่าเกินไป เป็นรายการฉาวที่สุดแห่งปี จะผลาญงบเพื่อใคร
เชื่อว่ากระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ คงไม่จบที่การประชุมสภา ระหว่างพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องมีคนไปร้องให้องค์กรอิสระ ตรวจสอบหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน มีความผิดปกติหรือไม่
“ทีมข่าวการเมือง”



