สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่า ในการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลนิวเดลีประกาศการเปลี่ยนแปลงในระบบภาษีสินค้าและบริการ (จีเอสที) ที่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีราคาถูกลงตั้งแต่เดือน ต.ค. นี้เป็นต้นไป นับเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคและบริษัทต่าง ๆ เช่น เนสท์เล่ ซัมซุง และแอลจี อิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน โมดีเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งสะท้อนเสียงเรียกร้องจากผู้สนับสนุนหลายคนของเขา ที่ต้องการให้บอยคอตผลิตภัณฑ์ของสหรัฐ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียเป็น 50% โดยจะมีผลในวันที่ 27 ส.ค. นี้

อนึ่ง แผนการลดภาษีดังกล่าวมีผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากจีเอสทีเป็นตัวสร้างรายได้หลัก ซึ่งธนาคารไอดีเอฟซี เฟิร์สต์ แบงก์ ระบุว่า การปรับลดภาษีจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดีย 0.6% ในระยะเวลา 12 เดือน แต่ประเทศและรัฐบาลกลางจะสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 649,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม นายราชีด คิดไว นักวิจัยจากมูลนิธิ “ออบเซิร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ฟาวน์เดชัน” (โออาร์เอฟ) กล่าวว่า ภาษีที่ลดลงจะช่วยปรับปรุงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นที่อ่อนแอ และนำผลตอบแทนทางการเมืองมาสู่โมดี ก่อนถึงการเลือกตั้งครั้งสำคัญในรัฐพิหาร ทางตะวันออกของอินเดีย

“การปรับลดจีเอสที จะส่งผลกระทบต่อทุกคน ซึ่งโมดีดำเนินการเช่นนี้เพราะเขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากนโยบายของสหรัฐ และความเคลื่อนไหวข้างต้นจะช่วยเหลือตลาดหุ้นที่มีความสำคัญทางการเมืองในขณะนี้ เนื่องจากมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก” คิดไว กล่าวทิ้งท้าย.

เครดิตภาพ : AFP