วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพฯ เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ภายใต้มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF) กรุงเทพมหานคร และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ภายใต้มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เปิดตัว “โครงการ Enhance the Health Resilience of At-risk Communities against Climate Vulnerabilities in Critical Urban Centers of Thailand” หวังเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพและความสามารถในการปรับตัวชุมชนเขตเมืองที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ รองประธานมูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติในประเทศไทย กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ จากไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานคับคั่ง

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิด ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการการจัดงานว่า สภาวะโลกร้อนไม่เพียงส่งผลต่อสภาพอากาศ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพในกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรงอีกด้วย โดยทางเครือข่ายฯ กับทางมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อเสนอแนวทางในการยกระดับความเข้มแข็งด้านสุขภาพให้กับชุมชนที่เปราะบางในเขตเมือง ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ดร.พิจิตต กล่าวว่า ปัจจุบันความร้อนและน้ำท่วมในเขตเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีประชากรกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุและผู้พิการอาศัยอยู่ราว 2 ล้านคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าไม่มีมาตรการป้องกันและแนวทางปรับตัวที่เหมาะสม โครงการนี้จึงเป็นมาตรการช่วยเหลือที่จับต้องได้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น การพัฒนา “แผนที่ความเปราะบางด้านสุขภาพต่อภัยจากโลกร้อน” ในรูปแบบที่เป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐและประชาชนเข้าถึงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงแบบเรียลไทม์ ส่วนผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้น คือช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ และขยายผลสู่เมืองต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้พูดถึงบทบาทของกรุงเทพมหานครในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ที่ผ่านมาพบสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างเรื่องของ “Rain Bomb” หรือ “ระเบิดฝน” ซึ่งแม้กรุงเทพฯ จะมีระบบระบายน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพ แต่หากเจอเข้ากับเรนบอมหรือระเบิดฝน การระบายน้ำก็อาจทำได้ไม่ทัน อีกทั้งบางพื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดพื้นที่ต่ำที่แก้ไขไม่ได้ และอีกเรื่องเป็นกรณีของ “ภัยลมพายุ” ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ๆ จนทำให้หลายพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีกสถานการณ์สำคัญคือ “ภัยความร้อน” ซึ่งพบว่ากรุงเทพฯ มีค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยรองผู้ว่าฯ กทม. ย้ำถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยจับมือกันและร่วมกันนำเอาศักยภาพ องค์ความรู้ และงานวิจัยมาใช้เชื่อมโยงกับการเสริมความเข้มแข็งของเมือง ทำให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาใช้วางแผนและแจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ

ส่วน ดร.สุทัศน์ วีสกุล ในฐานะผู้อำนวยการของโครงการฯ นี้ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลต่อสุขภาพของคนเมืองโดยตรง ยกตัวอย่างเช่นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เริ่มพบผู้ป่วยด้วยโรคลมร้อนในเขตเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่เป็นผลจากค่าความร้อนในเขตเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีต หรือพบผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อที่มีสาเหตุจากน้ำท่วมขังมีจำนวนเพิ่มขึ้น และจากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2569 พื้นที่ฝั่งตะวันตก กทม. มีแนวโน้มว่าจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก ประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ กทม. มีพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากภัยพิบัติ ก็มีจำนวนกว่า 2 ล้านคนแล้ว ดังนั้นเพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงทรัพยากรและข้อมูลได้ จำเป็นต้องมีโครงการที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทันต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเสริมสร้างสุขภาพชุมชนที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยเป้าหมายที่คาดหวังจะได้รับคือ การลดผลกระทบด้านสุขภาพจากภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศให้ประชาชนและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เมือง อาทิ ลดผู้ป่วยจากภัยความร้อน, ชุมชนมีความรู้ มีทักษะ และเครื่องมือจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง, สร้างการตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วมของประชาชน, ช่วยให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมการตัดสินใจเชิงนโยบายเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่ทุกคนรับมือภัยพิบัติได้

ขณะที่ ดร.พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ หนึ่งในคณะทำงานของโครงการฯ กล่าวเสริมว่าโครงการฯ ดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1.การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพและความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเมืองที่เสี่ยง โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ 2.การพัฒนาแผนที่ความเปราะบางด้านสุขภาพต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อนำไปใช้วางแผนและเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย 3.เพื่อสนับสนุนการทำงานแบบเชื่อมประสาน ระหว่างชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อความเสี่ยง ส่วนผลลัพธ์ที่คาดหวังจะได้รับนั้น คณะทำงานต้องการให้การดำเนินงานที่เกิดขึ้นช่วยให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลด้านภัยพบัติ ข้อมูลสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างสะดวก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนเกิดเครื่องมือใหม่ ๆ หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนรับมือภัยพิบัติ และมุ่งหวังให้พื้นที่อื่นนำไปขยายผลกับชุมชนของตนเองทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
และนอกจากนักวิชาการกับตัวแทนเครือข่ายด้านภัยพิบัติของไทยแล้ว ยังได้รับเกียรติจาก Mr.Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการบริหารศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ที่กล่าวถึงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในเอเชียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จะช่วยให้เมืองต่าง ๆ ปรับตัวและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงวิชาการ เชิงนโยบาย และภาคประชาสังคมที่มุ่งปกป้องสุขภาพของคนเมือง ท่ามกลางภัยคุกคามจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ บรรยากาศภายหลังพิธีเปิดยังจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ใช้เป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในการสร้างเครือข่ายด้านการป้องกันภัยพิบัติที่เข้มแข็ง ทั้งกับประเทศไทย และในระดับนานาชาติ.



