แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นเพียงการละคร เพื่อเลี้ยงกระแสความต้องการของสังคม ไม่ได้หวังผลทางปฏิบัติจริงหรือไม่เพราะหากไม่สามารถนำตัวผู้นำกัมพูชาทั้งสองมาดำเนินคดีในไทย ก็ไม่อาจบังคับโทษได้
ขณะที่ข้อเรียกร้องจากสังคม และฝ่ายการเมืองสูงกว่านั้น เพราะต้องการให้รัฐบาลไทยยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เนื่องจากเห็นว่า “ฮุน เซน” และ “ฮุน มาเนต” เป็นผู้บัญชาการรบที่สั่งยิงจรวด วางกับระเบิด เข้ามาฝั่งไทย ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเด็กเสียชีวิต และยิงไปถูกโรงพยาบาล ซึ่งเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม
เช่นมาตรฐานเดียวกับกรณีประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน “โรดริโก ดูเตอร์เต” อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีต่อ ICC ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากสงครามยาเสพติด ระหว่างปี ค.ศ. 2016–2022
แต่รัฐบาลไทยกลับไม่มีท่าทีชัดเจน บอกเพียงว่า เป็นไปตามกระบวนการ และที่สำคัญประเทศไทยยังไม่ได้รับรองอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงหวังให้เป็นเพียง “ชนักติดหลัง” เท่านั้น
ตรงกันข้ามกับนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เห็นว่าสามารถฟ้อง ICC ได้ เพราะเข้าเงื่อนไขอาชญากรรมสงคราม อีกทั้งไทยสามารถยอมรับเขตอำนาจศาลบางกรณีได้
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอ หากไม่ฟ้อง ICC อย่างน้อยก็ต้องประสานอินเตอร์โพลเพื่อออก “หมายแดง” ให้สมาชิกทั่วโลก รับทราบ ซึ่ง “ไทย” และ “กัมพูชา” เป็นสมาชิก ร่วมจับสองผู้นำกัมพูชามาดำเนินคดีในไทย เช่น กรณีตำรวจไซเบอร์ที่เตรียมประสานอินเตอร์โพล ล่าตัว “ก๊กอาน” เจ้าพ่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมกับให้ ปปง. ช่วยยึดทรัพย์สินในไทยควบคู่ไปด้วย
ด้าน “รังสิมันต์ โรม” ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า ด้วยท่าที “ยั้งมือ” เช่นนี้ของรัฐบาลไทย จึงถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพราะคนในรัฐบาลมีผลประโยชน์ร่วมกับฝั่งกัมพูชา หรือมีการต่อรองกันเกิดขึ้นหรือไม่ “เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด”
เช่นเดียวกับ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” อดีตเลขาธิการนายกฯ ที่ตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของ “ฮุน เซน” และพวก รวมถึงการอายัดทรัพย์หรือบัญชีการเงินที่เกี่ยวข้องทันที
เครื่องมือที่จะทำให้ฝ่ายไทยมีอำนาจต่อรองเหนือ “ฮุน เซน” คือการดำเนินการที่กระทบกับกระเป๋าเงินของเขา ขณะที่การออกหมายจับและอายัดทรัพย์ “ก๊กอาน” เริ่มได้ดี แต่เงียบไป หรือจะเป็นเพียงการขู่ และบลัฟกันระหว่างผู้มีบารมีทางการเมืองของทั้งสองประเทศ ในจังหวะที่ “ฮุน เซน” ประกาศจะแฉข้อมูลเกี่ยวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตเลขาธิการนายกฯ ระบุ
การตั้งข้อสังเกตนี้ สอดรับกับ รายงานจากสื่อต่างประเทศที่เปิดเผยเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ว่า “ทักษิณ” เจรจาซื้อเครื่องบินเจ็ตกับนายหน้าชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ให้บุคคลชั้นนำกัมพูชา พร้อมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ว่าทำไมต้องเลือกใช้เครือข่ายมืดนี้
ด้าน “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม รักษาราชการแทนนายกฯ แม้แสดงความชัดเจนในเรื่องการฟ้องร้องหมิ่นประมาทนักวิชาการที่วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงไฟเขียวให้ดีเอสไอเช็กบิลการเมืองฝั่งตรงข้ามอย่างเข้มข้น
แต่เมื่อเป็นเรื่องดำเนินคดีกับ “ผู้นำกัมพูชา” ทั้งใน ICC และอินเตอร์โพล กลับเล่นบทเกียร์ว่าง โดยอ้างว่า “ในชั้นนี้ขอเริ่มที่ศาลไทยก่อน” และยังไม่ทราบว่า “ฮุน เซน” และ “ฮุน มาเนต” มีธุรกิจในไทยหรือไม่ โดยยืนยันว่า “ไม่ทราบเลย เดี๋ยวต้องไปเช็กกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
ด้วยท่าทีเช่นนี้ “รัฐบาลเพื่อไทย” จึงถูกตั้งคำถามว่า ไม่กล้าเล่นงาน 2 ผู้นำกัมพูชาอย่างจริงจัง เพราะเกรงว่า หากลงลึกไปอาจพัวพันถึงนักการเมือง คนมีสี ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผลประโยชน์กับเขมรหรือไม่
หรือจริงๆแล้ว รัฐบาลกำลังจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่สามารถบอกสื่อฯได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่สุดท้ายจะอ้างอย่างไรก็แล้วแต่ แต่การกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์.



