เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายองค์กรชาวพุทธภาคเหนือ ประกอบด้วย 1. สมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ 2. มูลนิธิโพธิยาลัย จ.เชียงใหม่ 3. เครือข่ายศูนย์การเรียนโพธิยาลัย 4. เครือข่ายสถานะบุคคล 48 องค์กร 5. มูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ จ.น่าน 6. ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ตำบลพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ 7. ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ตำบลป่าเมี่ยง จ.เชียงใหม่ 8. เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน (คพชน.) 9. เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ภาคเหนือ 10. สมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือถึง นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวกับสถานการณ์พระพุทธศาสนา ระบุว่า เครือข่ายองค์กรชาวพุทธภาคเหนือ ได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวสถานการณ์พระพุทธศาสนาในประเทศที่มีความพยายามจากภาครัฐในการป้องกัน ปราบปราม แก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา โดยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี คำสั่งการของพศ. ตำรวจภูธร และสถานีตำรวจ ทั่วประเทศให้รีบเร่งดำเนินการอย่างขาดสติ ขาดการมีส่วนร่วมของพุทธบริษัท ซึ่งนับเป็นการดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจที่จะรับฟังความคิดเห็นจากพุทธบริษัท ก่อให้เกิดความหวาดระแวงสงสัยในการดำเนินการดังกล่าวในหมู่ชาวพุทธ ที่เกรงว่าจะเป็นการเอื้อให้เกิดการทุจริต ตลอดจนส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดความสั่นคลอนในศรัทธาในพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศไทย โดยกระบวนการดังกล่าวได้กระทำแบบสุมไฟไล่ล้อมปรามโดยที่ยังไม่ปรากฎความผิด และควรดำเนินการด้วยกระบวนการทางกฎหมายให้สิ้นกระแสความก่อนตัดสินความ

เครือข่ายองค์กรชาวพุทธภาคเหนือ มีข้อเสนอต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลพศ. เพื่อดำเนินการ ดังนี้  1.ประสานสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อยกเลิก “ศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมพระธรรมวินัย” โดยให้ใช้ช่องทางการร้องเรียนปกติที่มีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพระสงฆ์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลจากการร้องเรียนควรมีการลงนามรับรองพร้อมแนบเอกสาร หลักฐานความผิดแก่องค์พระภิกษุสงฆ์ และควรที่จะต้องนำความจากการร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยต้นสังกัดก่อนดำเนินการต่อไป ไม่ใช่ใช้กระบวนการเช่นในปัจจุบันที่ใช้ตำรวจเรียกข้อมูลและประจานออกทางสื่อต่างๆ ทั้งที่ยังไม่ทราบฐานความผิด อันจะส่งผลให้พระภิกษุจำต้องสละชีวิตบรรพชิตเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา อันเป็นการไม่สมควรยิ่ง

2. เร่งรัดการออกแบบระบบบัญชีวัด ข้อมูลวัด การแบ่งประเภทวัด ก่อนที่จะมีการตรวจสอบวัดในระยะต่อไป โดยให้พุทธบริษัทมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความไว้วางใจในหมู่พุทธบริษัท และให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยต้องมีการจัดอบรมชี้แจง ฝึกหัดการกรอกข้อมูลโดยหน่วยบังคับบัญชา มจร. มมร. และผู้เกี่ยวข้องกับทางวัด ให้เข้าใจชัดเจนตรงกันก่อนออกตรวจสอบ ใช้คารวะธรรมในกระบวนการตรวจสอบ

3. ให้พุทธบริษัทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบ ตามคำสั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลพศ.) ว่าด้วยการจัดระเบียบวัด เพื่อให้แน่ใจ ว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4. เร่งรัดให้พศ.เร่งดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่731/2566 เรื่อง สรุปผลการประชุมกรณีปัญหาสถานะบุคคลของพระภิกษุสามเณร 5. ให้รัฐบาลเร่งรัดการเสนอ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เข้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นหลักประกันในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน และกรณีที่ท่านเคยมีบัญชาที่จะแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็ขอให้ท่านได้ให้พุทธบริษัท องค์กร หน่วยงานได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและสิ้นกระบวนความ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขดังกล่าว อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนาอย่างเป็นธรรม มั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป