เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสุรินทร์ ญาติและครอบครัวจำนวนกว่า 30 คน นั่งรถตู้และรถกระบะมาเยี่ยม พลทหารอดิศร ป้อมกลาง หลังจากทราบข่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขาด จากเหตุเหยียบกับระเบิดของทหารกัมพูชา ขณะเดินลาดตระเวนพื้นที่ดินแดนไทย โดย นางเสาวลักษณ์ ป้อมกลาง อายุ 46 ปี แม่ของพลทหารอดิศร เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ในวันนี้ครอบครัวและญาติๆ กว่า 30 คน ตั้งใจมาเยี่ยมลูกชาย ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ตนได้นำชายผ้าถุงให้ลูกชายพกติดตัวไว้ ขณะมาประจำการในพื้นที่ชายแดน ที่ผ่านมาลูกชายแคล้วคลาดปลอดภัยมาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ทหารแนวหน้าถูกระเบิดเสียชีวิต ลูกชายของตนเองก็เคยเกือบถูกระเบิดเช่นกัน แต่ก็รอดมาได้ แต่ครั้งนี้ก่อนเกิดเหตุลูกโทรศัพท์มาบอกว่าชายผ้าถุงที่แม่ให้นั้นหายไป ตนทำได้แค่ส่งกำลังใจให้ลูก หลังเกิดเหตุตนได้แต่จุกในอก ไม่รู้จะพูดหรือฝากอะไรถึงฝั่งกัมพูชา แต่อยากวอนให้รัฐบาลไทยเอาคืนกับฝั่งกัมพูชาให้หนัก

ขณะที่ นายไหล ป้อมกลาง อายุ 56 ปี พ่อของพลทหารอดิศร ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าเยี่ยมลูกชายว่า ยังรู้สึกใจหาย ที่ลูกชายเหยียบกับระเบิดจนขาขาด แต่ก็รู้สึกภูมิใจมาก ที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ทหารอย่างเต็มที่ ในการรักษาเขตแดน และก็อยากให้กำลังใจทหารนายอื่นๆ ที่ทำหน้าที่อยู่แนวหน้า รวมถึงอยากให้กำลังใจแม่ทัพ หลังจากนี้หากลูกชายหายดีแล้วก็จะพาลูกชายกลับไปดูแลต่อที่บ้าน ส่วนเรื่องของการเยียวยานั้นก็เป็นเรื่องรัฐบาลต่อไป
ส่วนบรรยากาศในหอผู้ป่วย ทันทีที่ครอบครัวเดินทางเข้าไปเห็นสภาพของพลทหารอดิศรนอนอยู่บนเตียงพักฟื้น ก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ จากนั้นก็ได้มีการนำด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อไม้ข้อมือเพื่อเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจ

ด้าน นพ.นาวิน ขันธรักษา ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ แพทย์ที่ทำการผ่าตัดรักษา เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ใช้เวลาผ่าตัดเกือบ 2 ชั่วโมง โดยไม่สามารถรักษาข้อเท้าขวาไว้ได้ จึงต้องทำการตัดช่วงหน้าแข้งและผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดที่ข้อมือขวา ใบหน้า และตามร่างกายออกทั้งหมด โดยมีเพื่อนของพลทหารอดิศร ได้บริจาคเลือดมาให้ทำให้การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ตอนนี้ก็ไม่ได้มีเลือดออกแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อระวังแผลติดเชื้อและจะต้องพักรักษาตัวต่อเนื่อง 2-3 สัปดาห์ที่โรงพยาบาล

ขณะที่แพทย์หญิงกฤษณา ร้อยศรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ รักษาการผู้อำนวยการ บอกว่า ตอนนี้มีประชาชนได้แสดงความจำนงเข้ามาเป็นจำนวนมากในการบริจาคเลือด ซึ่งต้องแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลมีเลือดเพียงพอทุกกรุ๊ปเลือด จึงขอให้ประชาชนชะลอการบริจาคเลือดก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปจะมีการประชาสัมพันธ์และติดต่อให้เข้ามาบริจาคเลือดอีกครั้ง.



