สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่า คณะตุลาการศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 4 เสียง ว่าสภาคองเกรสเท่านั้น เป็นสถาบันของประเทศ ที่มีอำนาจปรับเปลี่ยน ควบคุม และกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการพาณิชย์กับนานาประเทศ


ดังนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถอ้างการใช้อำนาจตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 เพื่อกำหนดอัตราภาษีกับประเทศและดินแดนคู่ค้าบนโลก การใช้อำนาจที่ผ่านมา ถือเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของประธานาธิบดีสหรัฐ


ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านแมนฮัตตัน ในนครนิวยอร์กของสหรัฐ ที่มีคำพิพากษา เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ให้รัฐบาลสหรัฐระงับกำแพงภาษีต่างตอบแทน กับคู่ค้าแทบทุกประเทศและดินแดนบนโลก และภาษีพื้นฐาน 10% ซึ่งประกาศเมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งระงับภาษีที่ผู้นำสหรัฐใช้กับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งมีการประกาศก่อนหน้านั้นด้วย


อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ได้ครอบคลุมการเก็บภาษียานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ที่ทรัมป์กำหนดในอัตรา 25% ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า ฉบับปี 2505


ยิ่งไปกว่านั้น กว่าคำพิพากษาดังกล่าวของศาลอุทธรณ์จะมีผลบังคับใช้ คือในวันที่ 14 ต.ค. นี้ เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสโดยปริยาย ให้ทรัมป์สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ซึ่งแน่นอนว่า ผู้นำสหรัฐดำเนินการเช่นนั้น และประณามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์อย่างหนัก ว่าจะเป็นการนำหายนะเข้าสู่บ้านเมือง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าจะเป็นฝ่ายชนะในชั้นศาลฎีกา.

เครดิตภาพ : AFP