ประเทศไทยจัดทำรายงานทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติ โดยสมัครใจ (VNR) ประจำปี 2025 ซึ่งถือเป็นฉบับที่ 3 ของประเทศ ต่อจากปี 2560 และ 2564
รายงานฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะทำหน้าที่ประเมินความก้าวหน้า ความท้าทาย และกำหนดทิศทางในช่วงห้าปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปี 2030 โดยประเทศไทยยังคงยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนกลางในการบูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
การจัดทำรายงาน VNR ครั้งนี้อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน คณะกรรมการได้รับข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาสังคม เยาวชน และหน่วยงานสหประชาชาติในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการจากพื้นที่อย่างรอบด้าน
เพื่อติดตามความก้าวหน้าของ SDGs ประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SDGs Dashboard ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งประกอบด้วยตัวชี้วัด 248 ตัว โดยมีข้อมูลพร้อมใช้ถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน ได้มีการนำระบบ Thai People Map and Analytics Platform (TPMAP) มาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่และติดตามกลุ่มประชากรที่เปราะบางอย่างตรงจุด
จากการประเมินความคืบหน้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในหลายเป้าหมาย อาทิ เป้าหมายที่ 14 การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทะเล, เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน, เป้าหมายที่ 5 ความเสมอภาคทางเพศ และ เป้าหมายที่ 10 การลดความเหลื่อมล้ำ
ทว่าในทางกลับกัน การดำเนินงานในเป้าหมายที่ 15 การฟื้นฟูระบบนิเวศบนบก, เป้าหมายที่ 8 การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม และ เป้าหมายที่ 17 หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังเผชิญความถดถอยและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
รายงานฉบับนี้ยังได้ยกตัวอย่างโครงการที่โดดเด่น เช่น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส รวมถึงการจัดทำรายงานการทบทวนระดับท้องถิ่น (VLR) ในเทศบาลนครนครศรีธรรมราชและเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้ SDGs ในพื้นที่จริง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกรอบการเงินเพื่อสนับสนุน SDGs, การวิจัยและการนำเทคโนโลยีใหม่รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อการพัฒนา และการขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
แม้จะมีความก้าวหน้า ทว่าประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูลสถิติ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รายงานจึงเสนอแนวทางการดำเนินงานที่ต้องเร่งรัด เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลและตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน, การเพิ่มบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในเชิงนโยบาย, การสร้างกรอบการเงินที่ตรงจุด และการเสริมบทบาทของท้องถิ่นควบคู่กับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในระดับภูมิภาค ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง โดยในดัชนี SDG ประจำปี 2025 (2025 SDG Index) สามารถครอง อันดับ 1 ของอาเซียนเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน และอยู่อันดับที่ 43 ของโลก ด้วยคะแนนเฉลี่ย 75.34 ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าในหลายด้าน อาทิ การลดความยากจน, สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่มีคุณภาพ, ความเท่าเทียมทางเพศ, น้ำสะอาดและสุขาภิบาล, พลังงานสะอาด, โครงสร้างพื้นฐาน และเมืองยั่งยืน
สำหรับด้านพลังงานสะอาด ประเทศไทยกำลังปรับแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ 74% ภายในปี 2050 เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังได้เปิดทางให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น Feed-in Tariffs, Corporate PPAs และ Direct Power Purchase Agreements พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ
ด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยอยู่ระหว่างการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Bill) ซึ่งคาดว่าจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ภายในต้นปี 2025 หลังจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในหลายจังหวัดรวมถึงกรุงเทพฯ ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกกฎหมายดังกล่าว ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนควบคุมฝุ่นและมลพิษในปี 2025 เพื่อแก้ปัญหาในทั้งเขตเมืองและชนบท
ในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยร่วมกับ UN-Habitat และ UNDP ผลักดันกรอบการรายงานทบทวนระดับท้องถิ่น (Draft Voluntary Local Review: VLR) ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นในหลายจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานของกองทุนร่วม (Joint SDG Fund) ที่สนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดในการสร้างกลไกติดตาม SDGs และโครงการจัดการขยะที่เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชนบทกว่า 33 ล้านคน
โดยสรุปแล้ว รายงาน VNR 2025 สะท้อนภาพการพัฒนาของประเทศไทยที่มีความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมาย การพัฒนาเชิงพื้นที่ และความร่วมมือระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อให้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยเป็นไปอย่างมั่นคงและครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง



